วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

Colt’s M4 ขนานแท้และดั้งเดิม!(จบ)


เมื่อพิจารณาถึงระบบการทำงานของM4และM4A1 มันคือปืนเล็กสั้นทำงานด้วยแรงดันแก๊ซจากการระเบิดของกระสุน ระบายความร้อนด้วยอากาศ ยิงได้ทั้งจากการประทับไหล่และระดับเอว ป้อนกระสุนด้วยซองกระสุนและเลือกระบบการยิงได้2แบบคือยิงทีละนัดและยิงชุด(อัตโนมัติ) พูดง่ายๆคือเป็นM16A2สั้นด้วยลำกล้องยาวเพียง14.5นิ้ว(368ม.ม.)นั่นเอง ด้วยความกะทัดรัดจากพานท้ายปรับความยาวได้ความคล่องตัวของมันจึงสูง ทหารใช้M4ได้ทั้งระยะประชิด ในเขตสิ่งปลูกสร้างและในที่โล่งด้วยระยะหวังผลสูงสุดคือ400เมตร เมื่อมันใช้ชิ้นส่วนเหมือนปืนเล็กยาวM16A2ถึง80เปอร์เซ็นต์ เรื่องอะไหล่จึงไม่เป็นปัญหาระหว่างปืนสองรุ่น ใช้แทนกันได้ตั้งแต่อะไหล่เป็นชิ้นๆ และถอดทั้งโครงปืนมาใส่เปลี่ยนกันได้เลยในยามคับขันโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ
เมื่อนำปืนเล็กสั้นM4และM4A1มาเปรียบเทียบกับปืนเล็กยาวM16ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ขนาดกะทัดรัด ลำกล้องสั้นกว่าคือเพียง14.5นิ้ว(368ม.ม.) พานท้ายปรับความยาวได้4ระดับมาตรฐาน ยิงได้เร็วกว่า(ยิงกระสุนได้มากกว่าในหนึ่งนาที) กระนั้นข้อเสียของM4ที่เห็นได้ชัดเมื่อเข้าเครื่องวัดคือความเร็วต้นของกระสุนต่ำกว่าและเสียงปืนดังกว่าเพราะลำกล้องสั้น เกิดความเครียดกับชิ้นส่วนมากกว่าเพราะท่อระบายแรงดันแก๊ซสั้นกว่า จึงมีแนวโน้มว่าจะร้อนเร็วกว่าM16A2เมื่อยิงติดต่อกันนานๆ
แต่กองทัพบกสหรัฐฯไม่ได้เลือกปืนให้ทหารของตนใช้สุ่มสี่สุ่มห้า เพียงเพราะโคลต์เป็นอุตสาหกรรมภายในประเทศ จะใช้ปืนกันทั้งทีก็ต้องทดสอบทั้งสมรรถนะของปืนเองและความพึงพอใจของทหารที่อยู่กับมัน หน่วยงานเพื่อวิจัยและพัฒนายุทธภัณฑ์มีชื่อเฉพาะว่า”เนติค แล็บ”หรือชื่อเต็มว่าU.S. Army Natick Soldier Research, Development and Engineering Center (NSRDEC)รู้จักกันในชื่อสั้นๆว่าThe U.S. Army Natick Soldier Center (NSC)จึงถูกตั้งขึ้นโดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สนามทดสอบอาวุธอาเบอร์ดีน(Aberdeen Proving Grround)รัฐแมรี่แลนด์ กับอีกที่หนึ่งคือศูนย์วิจัยอาวุธกองทัพบก(
U.S. Army Soldier Systems Center:(SSC))เมืองเนติค รัฐเมสสาชูเซ็ตต์
หลังจากM4เข้าประจำการ เนติคแล็บได้ติดตามเก็บข้อมูลของมันโดยเน้นที่ยุทธการสำคัญๆซึ่งทหารใช้M4ในสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศสุดขั้ว หลังจากยุทธการอานาคอนดาซึ่งเป็นการไล่ล่ากองกำลังทาลีบัน-อัล ไคดาครั้งใหญ่ในหุบเขาชาอี-ค็อตของอาฟกานิสถานระหว่างวันที่2-16มีนาคมปี 2002 รายงานของเนติคที่นำเสนอโดยพันโทชาร์ลี ดีนและจ่าสิบตรีแซม นิวแลนด์เกี่ยวกับM4และทหารสหรัฐฯจำนวน1,700นายที่ใช้มันปรากฏผลดังนี้คือ 34%รายงานว่าประกับรองมือของM4ร้อนจนจับลำบากเมื่อยิงต่อเนื่อง 15%มีปัญหากับการเล็งศูนย์สะท้อนแสงM68 35%ต้องเพิ่มแปรงปัดฝุ่น และ24%ต้องการให้เพิ่มไม้จิ้มฟันเพื่อแคะชิ้นส่วนเข้าในชุดทำความสะอาดปืนเพราะกองทัพไม่ได้ให้มา
เมื่อมาดูเหตุขัดข้องจากการใช้งานก็ปรากฏผลดังนี้ 20%รายงานว่าซองกระสุนป้อนกระสุนซ้อนสอง(ทำให้ยิงไม่ได้รวมถึงคัดปลอกไม่ออก)15%รายงานว่าขัดลำกล้อง 13%รายงานว่าซองกระสุนมีปัญหา(ตั้งแต่ไม่ยอมป้อนกระสุนถึงป้อนไม่เข้ารังเพลิง) แต่ตัวเลขที่น่าสนใจคือทหาร89%ที่ใช้M4บอกว่ายังมั่นใจฝากชีวิตไว้กับมัน ในขณะที่20%ยังบ่นเรื่องต้องทำความสะอาดกันบ่อยๆ ในส่วนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงปรากฏผลดังนี้คือ 55%ต้องการให้สร้างปืนให้เบาลงและ20%อยากได้ซองกระสุนจุกระสุนได้มากกว่ามาตรฐานเดิม
อีกเรื่องที่กล่าวขานกันมากคือการทดสอบระหว่างM4ของโคลต์ เปรียบเทียบกับปืนเล็กสั้นอื่นๆคือXM8ปืนใหม่ที่เพิ่งล้มโครงการไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ปืนSCARของFNจากเบลเยียม และHK416ของเฮคเลอร์ อุนต์ โค้คจากเยอรมนี ด้วยการหมกทรายไว้ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนถึงปลายเดือนพฤศจิกายนปี2007 ก่อนจะให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์ทดสอบและประเมินผลของสนามทดสอบอาวุธอาเบอร์ดีน ขุดทุกกระบอกขึ้นมายิงทดสอบด้วยกระสุน6,000นัด ดังที่ทราบกันจากสื่อต่างๆว่าM4ขัดลำกล้องด้วยเหตุขัดข้อง3ระดับ(ระดับ1:แก้ไขได้ภายใน3วินาที ด้วยการดึงสไลด์คัดปลอก ระดับ2: แก้ไขได้ภายในเวลา30วินาทีด้วยการดึงสไลด์/ใช้คีมคีบปลอกที่ถูกสไลด์งับออกทางช่องคัดปลอก/ถอดซองกระสุน ระดับ3: นำส่งช่างอาวุธ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในสนาม)มากที่สุดคือ 882จากทั้งหมด6,000นัด
ผลที่ตามมาคือในความขัดข้องทั้งหมดนี้ ซองกระสุนของM4ถูกเพ่งเล็งมากที่สุดรองลงมาคือลำกล้อง ซึ่งโคลต์ได้นำข้อมูลไปปรับปรุงโดยกองทัพบกตั้งข้อสังเกตเน้นที่ซองกระสุน เพราะการขัดข้องทั้งหมด882ครั้งนั้นเป็นเหตุจากซองกระสุนเสีย239ครั้ง ดังนั้นส่วนที่ต้องปรับปรุงคือทำซองกระสุนใหม่ให้จุกระสุนได้มากขึ้น ป้อนกระสุนได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ทำลำกล้องชุบโครเมียมด้านในให้หนาขึ้นเพื่อยืดอายุการใช้งาน รวมปรับปรุงรายละเอียดปลีกย่อยที่กองทัพบกต้องการให้แล้วเสร็จภายในฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา ก่อนส่งของที่ปรับปรุงแล้วเข้าประจำการใหม่เมื่อปีที่แล้วนี้เอง
ถ้าจะพูดกันโดยวัดตามสภาพการใช้งานจริงซึ่งไม่ได้โหดร้ายทารุณเท่าการทดสอบแล้ว การจะด่วนสรุปว่าM4ด้อยที่สุดจะเป็นการไม่ยุติธรรมกับโคลต์เกินไปหรือเปล่า? หลังการทดสอบครั้งนั้นทำไมจึงไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับหน่วยงานด้านสรรพาวุธกองทัพบกสหรัฐฯ? เหตุขัดข้องดังกล่าวจะเกิดขึ้นในจำนวนเท่ากันหรือไม่เมื่อM4ถูกใช้งานในเขตอื่นที่ไม่ใช่ทะเลทราย? เพราะภารกิจของหน่วยรบย่อมต้องแตกต่างกันอยู่แล้วทั้งในวิธีปฏิบัติและภูมิประเทศ ถ้าจะด่วนสรุปว่าM4ด้อยกว่าปืนเล็กสั้นจากค่ายอื่น ก็หมายความว่ากองทัพสหรัฐฯที่รบบ่อยที่สุดและส่งทหารไปทั่วโลกได้ภายใน24ชั่วโมง ให้ทหารใช้อาวุธประจำกาย”ห่วยๆ”มาตลอด40ปีกระนั้นหรือ? ถ้า”ห่วย”จริงทำไมทหารในยุทธการอานาคอนดาซึ่งเป็นปฏิบัติการในทะเลทรายถึงยอดเขาหนาวเหน็บจึงแสดงความพึงพอใจกับM4ถึง89%?
ด้วยความเป็นที่นิยมของM4นี่เอง ที่ทำให้ผู้ผลิตอาวุธหลายแบรนด์ต่างผลิตปืนเลียนแบบกันเป็นว่าเล่น ทั้งแบบปืนสงคราม(ยิงแบบอัตโนมัติได้) และใช้ในกิจการพลเรือนตั้งแต่ยิงเป้าตามสนามยิงปืนไปจนถึงใช้เฝ้าเรือกสวนไร่นา(ยิงทีละนัด)ทั้งลำกล้องสั้นและยาว เมื่อรหัสM4และแบบรวมถึง”โนว์ฮาว”ของมันได้ถูกโคลต์จดสิทธิบัตรไว้แล้ว ไม่ว่าใครจะสร้างปืนขึ้นมาได้รูปร่างหน้าตาเหมือนM4อย่างไรก็ไม่สามารถใช้ชื่อว่าM4ได้ ในเดือนเมษายน 2004 โคลต์จึงดำเนินคดีกับเอชแอนด์เค ห้ามใช้รหัสว่าM4กับปืนของตนที่มีลักษณะเดียวกันกับปืนของโคลต์ HK M4ของเอชแอนด์เคจึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นHK416
หากจะดูกันตามประวัติของโคลต์ คงต้องยอมรับความจริงว่าบริษัทนี้สร้างปืน”อย่างเดียว”มาตลอด150ปีนับแต่นายซามิวเอล โคลต์ก่อตั้งบริษัทจากการสร้างปืนพกกระบอกแรกจากความหลงไหลปืนสั้น ปืนจากโคลต์คือเครื่องมือสำคัญในการสร้างชาติ ตั้งแต่สมัยผู้ตั้งถิ่นฐานรบแย่งชิงพื้นที่กับชาวอเมริกันพื้นเมือง(อินเดียน) ปืนพกแบบM1911ขนาด11ม.ม.รุ่นมาตรฐานยังถูกใช้ในกองทัพทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่นับที่ซื้อลิขสิทธิ์ไปผลิตได้รูปร่างหน้าตาเหมือนกันแล้วใช้แบรนด์ของตน
ทั้งปืนเล็กยาวM16A4และปืนเล็กสั้นM4 ได้ถูกผลิตป้อนให้ทุกเหล่าทัพของสหรัฐฯและใช้โดยประเทศในกลุ่มนาโตกับอีก80ประเทศทั่วโลก รวมทั้งกองทัพไทยที่ไม่ได้เพิ่งมาใช้แต่รุ่นA4แต่ใช้M16มาตั้งแต่รุ่นแรก ตลอดเวลา40ปีโคลต์ได้ทดสอบ ประเมินผลและปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากการใช้งานจริงจากเหล่าทัพที่ออกสู่แนวหน้าบ่อยที่สุดคือกองทัพบกและนาวิกโยธิน จนผ่านการรับรองมาตรฐานISO 9001ในปี2001เป็นประกาศณียบัตรในความสม่ำเสมอของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ แม้แต่ในปัจจุบันโคลต์ยังเปิดรับความคิดเห็นจากประเทศผู้ใช้งานทั่วโลกอยู่เพื่อนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ทั้งM16A4และM4
โดยส่วนตัวผมยังเชื่อมั่นในคุณภาพของโคลต์อยู่ โดยเฉพาะM4นั้นเป็นปืนที่สนุกเมื่อได้ทดลองยิงเพราะแรงรีคอยล์ต่ำลำกล้องไม่เงย ควบคุมกลุ่มกระสุนได้ง่าย น้ำหนักก็เบาคล่องตัวโดยเฉพาะพานท้ายปรับได้นั้นช่วยได้มากเมื่อประทับยิงขณะแต่งกายด้วยชุดสนามครบทั้งเกราะและอุปกรณ์อื่นๆ จากคำบอกเล่าของเพื่อนที่เป็นทหารและมีประสบการณ์มากกว่าแค่ใช้มันยิง การใช้เรือนเครื่องลั่นไกของM16เดิมกับชุดลูกสูบและโครงท่อนบนของM4ประกอบกันกลับจะทำให้มันยิงได้คล่องกว่าของใหม่แกะกล่องเสียอีก ไม่ซื้อทั้งกระบอกซื้อแค่ครึ่งกระบอกก็ยังคุ้ม
จากสเปคของมันที่เหมาะกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ หน่วยรบที่ต้องการความแม่นยำและประสิทธิภาพสูงสุดของอาวุธ/ระบบอาวุธประจำกาย ไม่ว่ากองทัพไทยจะตัดสินใจสั่งซื้อปืนเล็กสั้นทั้งM4และM4A1ไปแล้วหรือกำลังจะตัดสินใจ ผมภาวนาว่าถ้าเป็นM4ก็ขอให้เป็นของโคลต์ ดีเฟนซ์แห่งเมืองฮาร์ทฟอร์ด รัฐคอนเนคติกัตที่เป็นแบรนด์โคลต์แท้ๆและดั้งเดิมเท่านั้น รองลงไปจากนี้แล้วคงหาความมั่นใจได้ยาก ราคาถูกกว่ากันไม่เท่าไรอาจจะกลายเป็น”ได้ไม่คุ้มเสีย”ไปในอนาคตอันใกล้ เมื่อเทียบกับ”โคลต์แท้ๆและดั้งเดิม”

Colt’s M4 ขนานแท้และดั้งเดิม!(1)


ปืนเล็กยาว(assault rifle)เด่นๆที่มีใช้ในกองทัพทั่วโลกปัจจุบันนี้มีไม่กี่ตระกูล ที่ครองตลาดส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นปืนจากสองค่ายคือสหรัฐฯและรัสเซีย เราได้เห็นปืนจากทั้งสองค่ายนี้คู่กายทหารทั้งในภาพยนตร์ข่าวสงครามและระหว่างปฏิบัติหน้าที่จริงบ่อยๆในยามสงบ เช่นการเข้าควบคุมสถานการณ์อันไม่ปกติในกรุงเทพฯที่เพิ่งผ่านไป เราปฏิเสธไม่ได้ว่ากองทัพไทยคุ้นเคยกับอาวุธจากสหรัฐฯมาตลอด ตั้งแต่M1ถึงM16รุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุดที่เข้าประจำการคือM16A4 และที่กำลังทยอยเข้าประจำการโดยเฉพาะหน่วยรบพิเศษคือปืนเล็กสั้น(carbine)M4A1จากบริษัทโคลต์ ดีเฟนซ์แห่งสหรัฐฯ ซึ่งผลิตปืนเล็กและปืนพกสนับสนุนกองทัพเมืองลุงแซมมานานปี เมื่อปืนเล็กสั้นM4และM4A1ซึ่งพัฒนามาจากM4เดิมมีข้อดีและเสียให้พิจารณาเมื่อเปรียบเทียบกับปืนเล็กยาวและเล็กสั้นอื่นๆ จึงไม่น่าจะเสียหายหากจะกล่าวถึงความเป็นมารวมทั้งรายละเอียดต่างๆและสถิติเกี่ยวกับปืนแบบนี้
ปืนเล็กสั้น(carbine : คาร์บินตามสำเนียงอเมริกัน)แบบM4 คือปืนเล็กพานท้ายปรับความยาวได้หน้าตาเหมือนM16ตัดลำกล้อง ซึ่งไม่แปลกเพราะM4ก็คือปืนในตระกูลM16นั่นเองซึ่งพัฒนามาจากAR15เดิมของบริษัทอาร์มาไลต์ จะว่าเป็นแบบที่สั้นลงของM16A2ก็ได้เพราะมันใช้ชิ้นส่วนเดียวกับปืนเล็กยาวรุ่นนี้ถึง80เปอร์เซ็นต์ M4เดิมปรับการยิงได้2แบบคือยิงทีละนัดและยิงชุด3นัด(burst) แต่รุ่นถัดมาคือM4A1ถูกปรับปรุงให้ยิงอัตโนมัติแบบ”ฟูลออโต”ได้แทนการยิงทีละ3นัดเดิม มันดูเหมือนเป็นของใหม่สำหรับคนนอกกองทัพ แต่ในระหว่างสงครามเวียตนามกองทัพสหรัฐฯก็เคยมีปืนคาร์บินตระกูลM16ใช้แล้วเหมือนกัน คือXM177ที่เหมือนM16ตัดสั้นเพียงแต่ไม่มีรางติดอุปกรณ์บนโครงปืนและหูหิ้วด้านบนถอดไม่ได้ กลไกภายในยังเป็นของM16เดิมๆ เป็นแค่ปืนเล็กสั้นไม่ใช่ระบบอาวุธเหมือนM4A1
ปืนในตระกูลM16ถูกออกแบบมาด้วยแนวความคิดว่าต้องเบา ใช้กระสุนหน้าตัดเพียง5.56ม.ม.มาตรฐานนาโตเพื่อให้ทหารนำกระสุนติดตัวไปได้มาก M4ที่แตกสาขาออกมาก็ใช้แนวความคิดนี้ มันเบากว่าแต่ยังใช้กระสุนขนาดเท่าปืนเล็กยาวต้นตระกูล แต่ดีกว่าตรงที่พานท้ายปรับความยาวได้ทำให้คล่องตัวสำหรับทหารเคลื่อนที่ด้วยยานยนต์ ปรับพานท้ายหดเข้าร่องไหล่ได้ง่ายเมื่อสวมเกราะ ไม่เกะกะเมื่อเข้าค้นหาเป้าหมายในเขตอาคาร
เพราะเป็นปืนเล็กสั้นมันจึงติดตัวทหารไปได้สะดวกกว่าปืนเล็กยาว เหมาะทั้งกับการเคลื่อนที่ด้วยยานยนต์,เป็นอาวุธประจำกายทหารฝ่ายอำนวยการ และใช้รบระยะประชิดตามรูปแบบของสงครามในเมืองที่เกิดขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทหารต้องการปืนใช้กระสุนขนาดเท่าเดิมแต่ความยาวปืนสั้นลง เหมาะกับการสู้รบจากอาคารถึงอาคาร ห้องถึงห้อง ในระยะปะทะไม่เกิน100-200เมตร ด้วยความเล็กกะทัดรัดแต่หมัดหนักนี้M4จึงเป็นอาวุธยอดฮิตของหน่วยบัญชาการปฏิบัติการพิเศษสหรัฐฯ(USSOCOM : United States Special Operation Command)และหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพบก(กรีนเบเรต์) ไม่เพียงแต่สหรัฐฯเท่านั้นที่ใช้M4 กรมปฏิบัติการพิเศษSAS(Special Air Service)ของออสเตรเลียก็ใช้M4มานานเพราะคล่องตัว เพื่อนบ้านของเราคือมาเลเซียก็นำมันเข้าประจำการแทนปืนเล็กยาวสไตเออร์ เอยูจีแล้วในทุกเหล่าทัพของเขาเมื่อปี2006
M4ถูกพัฒนาและผลิตป้อนกองทัพของสหรัฐฯและพันธมิตรโดยบริษัทโคลต์ ดีเฟนซ์(Colt Defense) ซึ่งได้สัญญาผลิตปืนเล็กสั้นตระกูลM4นี้จนถึงปี2009 ปืนM4เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของโคลต์ไปแล้ว แต่เพราะความยอดนิยมของมันจึงมีผู้ผลิตปืนรูปร่างหน้าตาเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนแบรนด์อื่นออกป้อนตลาด ใช้อัลลอยด์และวัสดุคอมโพสิตผลิตโครงตามแต่ต้องการจะใช้อะไรเป็นจุดขาย บางรายก็นำเอากลไกเดิมของมันไปปรับปรุงให้ดีขึ้นซ้ำยังใช้กับชิ้นส่วนของM4เดิมได้ด้วย แบรนด์ที่เด่นๆคือบุชมาสเตอร์,สปริงฟีลด์,เอชแอนด์เคและอีกสองสามแบรนด์ทั้งในและนอกสหรัฐฯ ที่ผลิตทั้งปืนสงครามและปืนพลเรือน(ยิงได้ทีละนัด)แต่หน้าตาเหมือนM4
แต่เพราะความเป็นของแท้ และคุณภาพที่โคลต์ควบคุมไว้ได้ตลอดเวลาตามมาตรฐานที่กองทัพกำหนด(MilSpec) M4ของโคลต์จึงยังเป็นปืนคู่ใจของหน่วยรบของสหรัฐฯและพันธมิตร ตั้งแต่เขตป่าฝนของฟิลิปปินส์จนถึงดินแดนทะเลทรายของอิรักและอาฟกานิสถาน
กองทัพนาวิกโยธินของสหรัฐฯซึ่งต้องออกไปถึงพื้นที่สู้รบก่อนเหล่าทัพอื่นอยู่บ่อยๆตามภารกิจ ถึงกับมีคำสั่งเป็นทางการว่าทหารตั้งแต่ยศต่ำสุดถึงพันโทต้องมีM4A1เป็นอาวุธประจำกาย แทนที่จะพกแค่เบเรตต้าM9ขนาด9ม.ม.ติดตัว ด้วยสำนึกว่าภารกิจของนาวิกฯปัจจุบันนี้หนักหนาสาหัสกว่าแต่ก่อนโดยเฉพาะในตะวันออกกลาง การมีแค่ปืนพกไว้ป้องกันตัวจึงยังไม่พอ อีกประการหนึ่งคือเพื่อให้เป็นไปตามคำขวัญของนาวิกโยธินด้วย คือ”นาวิกฯทุกนายคือพลปืนเล็ก”(Every Marine a Rifleman) ทหารเสนารักษ์ของท.ร.ที่ออกรบเคียงกันก็ยังต้องมีM4A1ติดตัวแทนปืนพก M9
นอกจากความคล่องตัวและหมัดหนักเท่ากับปืนเล็กยาวแล้ว ความพิเศษของM4คือมันมีรางติดอุปกรณ์M1913”พิคาทินนี่”(Piccatinny rail)ประกอบ ที่ทำให้เป็นอาวุธเอนกประสงค์สมบูรณ์แบบ เปลี่ยนสภาพจากแค่ปืนเล็กสั้นมาเป็นระบบอาวุธหลายหน้าที่(modular weapon system) ทำงานได้มากกว่าแค่ยิงทำลายเป้าหมายเหมือนปืนเล็กธรรมดา มีตำแหน่งติดอุปกรณ์รอบประกับรองมือและบนโครงปืนให้เลือกติดอุปกรณ์เพิ่มสมรรถนะได้หลากหลาย ทั้งกล้องมองภาพกลางคืน(ไนท์วิชั่น) กล้องเล็งขยาย กล้องเล็งจุดแดงสำหรับการรบระยะประชิด ศูนย์เล็งเลเซอร์ เครื่องชี้เป้าด้วยอินฟราเรด เครื่องยิงลูกระเบิดM203ขนาด40ม.ม.และอื่นๆ โดยเฉพาะเครื่องยิงลูกระเบิดนี้สามารถใช้ยิงอาวุธไร้อันตราย(NLW : Non Lethal Weapon)อย่างกระสุนยาง,กระสุนตาข่ายเพื่อปราบจลาจลได้ด้วย
ปืนเล็กสั้นM4A1คือรุ่นที่ถูกปรับปรุงจากM4เดิม จากที่เลือกการยิงได้ครั้งละ3นัดมาเป็นอัตโนมัติเต็มรูปแบบเพื่อเน้นยิงข่มขวัญและตรึงเป้าหมาย โดยมุ่งหมายให้ใช้กับหน่วยปฏิบัติการพิเศษโดยเฉพาะ ถูกใช้งานในหลายหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ เช่นเดลต้า ซีลกองทัพเรือ หน่วยค้นหาและกู้ภัยกองทัพอากาศ(Pararescue) หน่วยลาดตระเวนระยะไกลกองทัพบก(เรนเจอร์) ชุดควบคุมการรบพิเศษ(Combat Controller Special Tactics) เป็นอาวุธที่หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายสหรัฐฯและตำรวจหน่วยSWATเลือกใช้ จากภารกิจที่ต้องเข้าตรวจค้นและบางครั้งถึงกับปะทะในที่แคบๆระยะยิงใกล้ M4และM4A1ยิงหวังผลได้ไกลเกือบเท่ากับปืนเล็กยาวตระกูลM16ที่ระยะ300-450เมตรก็จริง แต่สภาพการรบในปัจจุบันที่เน้นการค้นหาและทำลายในเขตเมือง และการปะทะส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นที่100-200เมตร ยิ่งในภาคใต้ของเรานั้นมีรายงานว่ายิงกันใกล้ๆแค่ไม่เกิน50เมตรเท่านั้น! ระยะยิงหวังผลของM4เพียงเท่านี้ก็นับว่าเหลือเฟือแล้ว
เพื่อให้M4A1คาร์บินกลายเป็นปืนประจำกองกำลังปฏิบัติการพิเศษเต็มรูปแบบ USSOCOMจึงนำมันไปพัฒนาให้ใช้งานได้เฉพาะปฏิบัติการพิเศษที่ต้องการมากกว่าแค่ยิงทำลายหมายและป้องกันตัว ด้วยรูปแบบที่เรียกว่า”ปืนเล็กสั้นดัดแปลงปฏิบัติการพิเศษ”(SOPMOD : Special Operation Peculiar Modification) มีออปชั่นเสริมจัดชุดเป็นกลุ่มก้อนให้เลือกใช้ประกอบปืนจัดเป็นบล็อค1(Block1) คือ1.เครื่องยิงลูกระเบิดM203 2.กระบอกเก็บเสียง 3.ศูนย์เล็งหลังสำรอง 4.เครื่องชี้เป้าด้วยเลเซอร์/อินฟราเรด AN/PEQ-2Aของอินไซต์เทคโนโลยี 5.กล้องเล็งขยายACOGของทริจิคอนและศูนย์เล็งสะท้อนแสง 6.ศูนย์เล็งกลางคืน(ไนท์วิชั่น) (ในภารกิจจริงทหารมักจะเลือกเปลี่ยนจากศูนย์สะท้อนแสงของทริจิคอนมาเป็นศูนย์สะท้อนจุดแดงของอีโอเทค เนื่องจากชัดเจนมองเห็นง่ายกว่า)
ใช่ว่าระบบอาวุธแบบโมดูลาร์ของM4A1จะหยุดอยู่แค่SOPMOD1 ระหว่างนี้SOPMOD2ที่จะทำให้ระบบอาวุธของM4A1ใช้งานได้หลากหลายกว่าเดิม ก็กำลังอยู่ระหว่างพัฒนาและยังมีการแข่งขันกันระหว่างผู้ผลิตอุปกรณ์เสริม เพื่อให้ได้สัญญาผลิตอุปกรณ์ประกอบปืนให้กองทัพ
จากข้อมูลของปืนเล็กสั้นที่ยกมาอ้างนี้ น่าจะทำให้ผู่สนใจด้านปืนเล็กเข้าใจถึงความเป็นM4A1ละเอียดขึ้น เพราะมันได้ถูกพัฒนาจากปืนเล็กสั้นธรรมดามาเป็นระบบอาวุธเอนกประสงค์หรือโมดูลาร์เต็มรูปแบบ เพื่อภารกิจพิเศษสำหรับทหารในหน่วยรบพิเศษที่ต้องการความคล่องตัวและหลากหลาย
ด้วยหน้ากระดาษที่มีอยู่ในฉบับนี้ผมจึงแจกแจงถึงรายละเอียดของมันได้เท่าที่เห็น ในฉบับหน้าซึ่งเป็นตอนจบจะเป็นการกล่าวถึงข้อดีและข้อบกพร่องของระบบอาวุธนี้ กล่าวถึงการทดสอบที่M4A1ถูกนำไปเปรียบเทียบกับปืนเล็กสั้นอื่นๆในสภาพกันดารเต็มไปด้วยฝุ่นและทราย ทำไมมันจึงขัดข้อง? เหตุใดทั้งที่HK416ซึ่งดูเหมือนจะดีในตอนแรกๆและน่าจะมีอนาคตในกองทัพสหรัฐฯมากกว่าM4 ปัจจุบันนี้จึงต้องหยุดการผลิตโดยไม่แจ้งสาเหตุ? คำตอบมีอยู่ในตอนจบฉบับหน้าครับ