วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กองทัพเรือไทยกับเรือดำน้ำ(1)


การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยนั้นเป็นข่าวให้ติดตามได้ทุกครั้ง พร้อมกับคำถามที่ตามมาว่ามันจะคุ้มค่าไหม? จำเป็นหรือเปล่า? และข้อสงสัยที่ถูกนำไปเป็นประเด็นการเมืองบ่อยๆก็คือ"ต้องมีการทุจริตกันแน่ๆ" เรื่องทำนองนี้จะเป็นอย่างไรในอดีตจะไม่พูดถึง แต่เท่าที่เห็นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ผมพบว่าเรามีกระบวนการที่โปร่งใสมากขึ้น ตรวจสอบง่ายและเจ้าของโครงการซื้อยุทโธปกรณ์เองก็อยากให้ตรวจสอบ ด้วยความมั่นใจว่าดำเนินการทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของชาติจริงๆ ที่น่าดีใจก็คือกองทัพมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เริ่มจากโครงการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศบูรณาการกริพเพนของกองทัพอากาศ ที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วทั้งสองเฟส เหลืออย่างเดียวคือรอรับของส่วนที่เหลือ เราพึ่งพามหาอำนาจน้อยลงแต่ยึดมั่นในความเหมาะสมทางยุทธศาสตร์มากขึ้น ทั้งที่เคยถูกโจมตีจากผู้ไม่เห็นด้วยทั้งในกองทัพและนักการเมืองแต่โครงการกริพเพนก็ยังรอด ด้วยความโปร่งใสและด้วยคุณประโยชน์ในตัวมันเอง เราทำโครงการกริพเพนด้วยผลประโยชน์ของชาติจริงๆด้วยการต่อรองเพื่อให้ได้ของที่"เหมาะสม"ที่สุด และด้วยเงื่อนไขที่"คุ้มค่า"ที่สุด ถึงจะไม่ได้ของดีที่สุดมาใช้แต่ของนั้นก็เหมาะสมกับยุทธศาสตร์และงบประมาณอันจำกัดที่สุดของกองทัพ

เรื่องที่จะเขียนถึงต่อไปนี้ก็คือโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ6ลำของกองทัพเรือ ที่ดำเนินตามแบบแผนของโครงการกริพเพน คือจัดหาสิ่งที่เหมาะสมกับยุทธศาสตร์ที่สุดมาใช้ โปร่งใส และต่อรองเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ของชาติมากที่สุด เน้นการยืนบนลำแข้งของเราเองและพยายามไม่พึ่งพามหาอำนาจ เรือดำน้ำที่จะจัดหาจากประเทศเยอรมนีนี้จะคุ้มค่าหรือไม่นั้นพิสูจน์ได้ด้วยอนาคต แต่กองทัพเรือไทยเคยมีเรือดำน้ำประจำการหรือเปล่า? และเรามีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องมีเรือดำน้ำ? รายละเอียดต่อไปนี้น่าจะช่วยให้ผู้สนใจติดตามได้เข้าใจ จะเห็นด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน

ตามประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือนั้นเราเคยมีเรือดำน้ำประจำการมาแล้ว4ลำ ด้วยการจัดหาซึ่งมีพลเรือตรีพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์(พระยศในขณะนั้น)และนายทหารชั้นผู้ใหญ่อีกหลายท่านเป็นกรรมการจัดหา ด้วยชื่อย่อว่า"เรือ ส.(1)" นำขึ้นทูลเกล้าถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิตเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ซึ่งได้ทรงนำทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่6) เมื่อ18มกราคม พ.ศ.2453 ด้วยเหตุผลว่า"เรือ ส. คือเรือดำน้ำสำหรับลอบทำลายเรือใหญ่ข้าศึก….. แต่ยังกล่าวให้ชัดไม่ได้เพราะยังไม่เคยลงแลลอง แต่ที่พูดถึงด้วยนี้โดยเห็นว่าต่อไปภายหน้าการศึกษาสงครามจะต้องใช้เป็นมั่นคง แต่ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ "

นี่คือวิสัยทัศน์ของเจ้านายในสมัยนั้นซึ่งได้ทรงรับการศึกษาทางการทหารจากยุโรป โดยเฉพาะกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์นั้นทรงศึกษาที่โรงเรียนนายเรือของอังกฤษ ชาติมหาอำนาจซึ่งมีกำลังทางเรือยิ่งใหญ่เป็นอันดับต้นๆของโลก แต่สิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าทรงมีวิสัยทัศน์ก็คือคำพูดที่ว่า"ต่อไปภายหน้าการศึกษาสงครามจะต้องใช้เป็นมั่นคง แต่ไม่ใช่เดี๋ยวนี้" จะทรงทราบหรือไม่ก็ตาม แต่กระแสรับสั่งของพระองค์เริ่มจะเป็นจริงแล้วในอนาคตอันใกล้ เมื่อกองทัพเรือได้จัดหาเรือดำน้ำมาใช้งานรวมทั้งสิ้น6ลำ หลังจากเราเคยมีร.ล.(เรือหลวง)มัจฉานุ,ร.ล.วิรุณ,ร.ล.สินสมุทรและร.ล.พลายชุมพล ซึ่งกว่าจะศึกษาความเป็นไปได้และจัดหามาจนถึงขึ้นระวางประจำการก็ล่วงเข้าพ.ศ.2481

โดยทั้งสี่ลำนี้เป็นเรือดำน้ำสัญชาติญี่ปุ่น เป็นเรือชั้นเดียวกันทั้งหมด สร้างโดยบริษัทมิตซูบิชิที่เมืองโกเบ ระวางขับน้ำบนผิวน้ำ374.5ตันและขณะดำน้ำ430ตัน ยาวตลอดลำ51เมตร กว้างสุด4.10เมตร กินน้ำลึก3.6เมตร ใช้เครื่องยนต์ดีเซลแล่นลอยลำและใช้แบตเตอรี่แล่นขณะดำน้ำ ซึ่งดำได้นานที่สุด12ชั่วโมง ใช้ลูกเรือทั้งหมด33นาย ได้ออกสงครามใหญ่กับฝรั่งเศสในกรณีพิพาทอินโดจีนหลังจากร.ล.ธนบุรีและเรือตอร์ปิโดถูกเรือฝรั่งเศสยิงจม ซึ่งเรือดำน้ำทั้งสี่ลำนี้ได้ไปลาดตระเวนอยู่หน้าฐานทัพเรือเรียมของฝรั่งเศส และประจำการอยู่ต่อมาจนกระทั่งถูกปลดประจำการตามกำหนดเมื่อพ.ศ.2494

แนวคิดของทหารซึ่งเหมือนกันทั่วโลก ก็คือต้องระวังภัยคุกคาม หาทางป้องปรามไม่ให้ผลประโยชน์ของชาติถูกล่วงละเมิด กองทัพไทยก็ไม่ต่างจากกองทัพไหนๆซึ่งหากมีสิ่งใดที่ทำท่าว่าจะเป็นภัยคุกคามเราก็ต้องป้องปราม คำว่า"ป้องปราม"ไม่ได้หมายถึงกระหายสงคราม ไม่ได้หมายถึงความปรารถนาที่จะทำสงครามขั้นแตกหัก แต่มันหมายถึงการ"ป้องกัน"และ"ปราม"ฝ่ายที่มีทีท่าว่าจะเป็นภัยคุกคามไว้ว่าอย่าเหิมเกริม จะทำสิ่งใดโปรดคิดให้รอบคอบต่อขีดความสามารถของเราซึ่งพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การ"ป้องปราม"จึงไม่ใช่การ"รุกราน" แต่เป็นความพร้อมในขีดความสามารถซึ่งต้องมีไว้ หากเกิดกรณีพิพาทหรือปัญหาไม่ว่าเล็กหรือใหญ่คนไทยจะได้ไม่เสียเลือดเนื้อ ไม่ถูกคุกคามผลประโยชน์ของชาติ

ทำไมต้องใช้เรือดำน้ำในเมื่อเทคโนโลยีปราบเรือดำน้ำสมัยนี้ก็ทันสมัย วางใจได้? อ่าวไทยตื้น ใช้เครื่องบินบินให้สูงแล้วมองลงมาก็เห็น? น้ำตื้นๆอย่างอ่าวไทยจะใช้เรือดำน้ำได้หรือ? และอีกหลายๆคำถามที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ต้องศึกษากันถึงเหตุผลของการจัดหาหรือหากจะพูดให้ถูกก็คือการตั้งกองเรือดำน้ำขึ้นใหม่ในขณะนี้

ถ้าดูตามประวัติศาสตร์ ถึงกองทัพเรือจะเคยมีเรือดำน้ำใช้ก็จริง แต่เวลาก็ล่วงเลยมาได้60ปีกว่าแล้วหลังจากปลดประจำการ แล้วหลังจากนั้นก็แทบไม่มีการศึกษาหรือคงขีดความสามารถในการใช้เรือดำน้ำไว้เลย นอกจากเทคโนโลยีปราบเรือดำน้ำด้วยเรือผิวน้ำและเครื่องบิน ด้วยเวลาที่ผ่านมานานขนาดนั้นแล้วจึงถือได้ว่าเราต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ และการเริ่มต้นนี้ก็ต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังเพราะการอยู่ใต้น้ำเป็นเรื่องเสี่ยง นักบินว่าเสี่ยงก็จริงแต่ก็เป็นช่วงสั้นๆที่ขึ้นบิน แต่ทหารประจำเรือดำน้ำนั้นแม้นอนหลับอยู่ก็ยังเสี่ยง รวมทั้งต้องอยู่ในที่อันจำกัดคับแคบแทบกระดิกตัวไม่ได้เป็นเวลานานเกือบเดือนก่อนจะขึ้นบกสักครั้ง การเริ่มต้นใหม่ของกองทัพเรือคือด้วยเรือดำน้ำเยอรมันแบบ206เอ(Type-206A)ซึ่งเป็นเรือดำน้ำมือสอง

ถึงตรงนี้จึงเกิดคำถามว่า"ไปเอาของมือสองมาใช้อีกแล้ว จะปลอดภัยหรือ? เดี๋ยวก็มากลายเป็นเศษเหล็กลอยน้ำสิ้นเปลืองงบประมาณของชาติเปล่าๆ" ประเด็นนี้คงไม่ต้องไปดูให้ไกล เอาแค่สิงคโปร์ก็พอ ชัดอยู่แล้วว่าถึงจะเล็กกว่าก็ยังร่ำรวยกว่าไทย สิงคโปร์นั้นใช้เรือดำน้ำมือสองที่เก่ากว่าที่ไทยจะใช้เสียอีก ชุดแรกของเขาปลดประจำการไปแล้วชุดที่สองที่ยังใช้อยู่ก็ยังเป็นมือสองอยู่ ประเทศนี้รวยพอจะซื้อเรือดำน้ำมือหนึ่งได้สบายๆ จะให้ดีแค่ไหนก็ได้แต่ทำไมไม่ซื้อ? เหตุผลก็คือการเริ่มใช้เรือดำน้ำนั้นระยะแรกคือการฝึกฝนเพื่อให้ปฏิบัติงานเป็น เพื่อสร้างองค์ความรู้โดยยังไม่ใช้งานทางยุทธการเต็มที่ การใช้ของมือหนึ่งจะสิ้นเปลืองเกินเหตุและไม่คุ้มค่าทั้งด้านยุทธวิธีและยุทธศาสตร์

ถ้าจะวางยุทธศาสตร์สำหรับเรือดำน้ำกันในระยะยาวแล้วการวางรากฐานจึงจำเป็น เมื่อรากฐานแน่นแล้วจะซื้อของใหม่หรือมือสองในช่วงหลังๆก็ค่อยว่ากัน แต่ที่แน่ๆก็คือเราได้องค์ความรู้ กำลังพลคุ้นเคยกับการปฏิบัติงานในเรือดำน้ำซึ่งแตกต่างจากเรือผิวน้ำสิ้นเชิง ทั้งความเป็นอยู่และความกดดันด้านจิตใจ

เราตัดสินใจใช้เรือดำน้ำของเยอรมันแทนที่จะเป็นของเกาหลีใต้แบบ209(Type-209) ก็ด้วยเหตุผลคล้ายคลึงกับการจัดหาระบบกริพเพนของกองทัพอากาศ คือแทนที่จะเลือกF-16ซีและดีซึ่งดูเหมือนจะดีนั้นเรากลับเลือกระบบกริพเพนเพราะมันมาเป็นแพคเกจ จ่ายในราคาถูกกว่าซ้ำได้ของมามากกว่าอีก เรือดำน้ำแบบ206เอของเยอรมนีนี่ก็เช่นเดียวกัน ในขณะที่เราจ่ายเงินซื้อเรือดำน้ำของเกาหลีในราคาแพงกว่า แต่สิ่งที่ได้มาคงมีแค่ตัวเรือซึ่งเทียบกับของเยอรมันแล้วได้ทั้งตัวเรือและระบบอาวุธแบบครบเครื่อง ทั้งที่ตัวเลข209ซึ่งมาทีหลัง206นั้นทำให้ดูเหมือนทันสมัยกว่า แต่เอาเข้าจริงๆแล้วนี่คือรุ่นส่งออกที่ลดออปชั่นต่างๆลงมาก หากจะเอาให้ครบเครื่องใช้งานได้ทันทีด้วยมาตรฐานเยอรมันอาจต้องใช้งบสูงถึงห้าหมื่นล้าน ต้องตั้งงบประมาณผูกพันกันระยะยาวในขณะที่แบบ206เอนั้นกองทัพเรือไม่ต้องของบประมาณเพิ่ม ถึงจะเป็นงบผูกพันสี่ปีในราคา7.7พันล้าน แต่รัฐบาลก็ไม่ต้องควักกระเป๋าเพิ่ม สามารถเอาเงินไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆได้ตามปกติ

ใน7.7พันล้านนั้นเราได้อะไรนอกจากเรือดำน้ำ? โดยมาตรฐานคือเรือดำน้ำ4ลำประจำการและอีก2ลำเพื่อสำรองฝึกในท่าและใช้เป็นอะไหล่ เรือสองลำหลังน้ีเยอรมันปลดประจำการไปแล้ว แต่สี่ลำที่จะประจำการนั้นเป็นเรือพร้อมใช้ซึ่งมีราคาลำละ200ล้านบาท เรืออะไหล่และใช้ฝึกนั้นราคาเพียงลำละ50ล้าน เทียบกับคุณประโยชน์ที่จะได้รับแล้วต้องถือว่าถูกมากๆเพราะเราได้ทั้งเรือฝึกในท่าเพื่อความปลอดภัย และเรือที่ใช้ปฏิบัติภารกิจจริงๆ แต่ใน7.7พันล้านนั้นไม่ใช่การจัดหาเรืออย่างเดียวยังครอบคลุมถึงการปรับปรุงเรือและระบบอาวุธด้วย เยอรมันจะโอเวอร์ฮอลทั้งสี่ลำให้มีสภาพเหมือนใหม่ นอกจากตัวเรือที่เป็นเหล็กไร้สนิมที่ไม่ต้องดูแลเลยระหว่างการใช้งานแล้ว อุปกรณ์ทุกชิ้นจะถูกถอดมาตรวจสอบและเปลี่ยนใส่ให้ใหม่ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศสำหรับการใช้งานในน่านน้ำเขตร้อน ส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องของการปรับปรุงอาคารสถานที่ ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วสงสัยคิดว่ากองทัพเรือกำลังจะทำอะไร ประมวลจากเหตุผลและรายละเอียดก็คงพอสรุปได้ว่าไม่ใช่แค่ซื้อเรือดำน้ำ แต่เป็นการตั้งกองเรือดำน้ำใหม่กันทั้งกองทีเดียว และในราคาที่คุ้มค่าที่สุดด้วย

เรือดำน้ำเยอรมันมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน? ลองศึกษาประวัติศาสตร์ดูจะรู้ว่านี่คือหนึ่งในไม่กี่ชาติที่ใช้เรือดำน้ำได้คุ้มค่าและทรงประสิทธิภาพมากที่สุด เรือ"อู"(U-boat :Unterseeboot)ของเยอรมันคืออาวุธที่ฝ่ายตรงข้ามครั่นคร้าม มันออกอาละวาดไปทั่วทะเลบอลติกและแอตแลนติกเหนือในสงครามโลกทั้งสองครั้ง โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่2นั้นเรืออูเยอรมันทำเอาอังกฤษย่ำแย่ไป ยังดีที่มาตีตื้นด้วยเทคโนโลยีและความช่วยเหลือจากชาติพันธมิตรตอนท้ายๆ ประกอบกับเยอรมันไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่องเพราะโดนสงครามรุมเร้าจากหลายแนวรบ

กึนเธอร์ พรีนคือขุนศึกเรือดำน้ำระดับกางเขนเหล็กอัศวินประดับใบโอ๊ค คือผู้นำเรืออู-47บุกเดี่ยวเข้าไปจมเรือหลวงรอแยลโอ๊ค(ระวางขับน้ำพร้อมรบ33,500ตัน)ของอังกฤษถึงในท่าที่ระดับน้ำลึกไม่ถึง60เมตร แล้วกลับออกมาได้แบบไร้ร่องรอย รวมถึงเรืออื่นๆซึ่งรวมระวางขับน้ำได้200,000กว่าตันก่อนเสียชีวิต ช่วงปลายสงครามเรืออูแบบ21(Type-21)คือเรือดำน้ำต้นแบบเรือดำน้ำอีกหลายรุ่นของอเมริกันและชาติพันธมิตร ที่ต่อมาได้พัฒนาเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ในยุคปัจจุบัน ทั้งหมดเกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีด้านเรือดำน้ำของเยอรมันเป็นตัวตั้งต้นทั้งสิ้น

การจัดหาเรือดำน้ำซึ่งเป็นของใหญ่ มีความซับซ้อนมากทั้งด้านเทคนิคและกำลังพลนั้นต่างจากการจัดหาเครื่องบินซึ่งเราคุ้นเคยดีอยู่แล้ว เพราะการเคยมีใช้แล้ววางเว้นมาถึง60ปีทำให้เราต้องมาตั้งหลักกันใหม่ จำเป็นต้องมีไว้เพราะภัยคุกคามเป็นตัวกำหนด เราไม่ได้มีไว้เพื่อยิงอาวุธนิวเคลียร์ใส่เขมรหรือเพื่อส่งไปปิดอ่าวตังเกี๋ยของเวียตนาม แต่ต้องมีไว้เพื่อป้องปรามตามคำจำกัดความเบื้องต้น เมื่อต้องลงทุนมากจึงต้องรอบคอบ การเลือกแบบ206เอแทนที่จะเป็น209จากเกาหลี หรือเรือดำน้ำใดๆของจีน จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ได้รับการกลั่นกรองมาแล้วว่าคุ้มค่าที่สุดและโปร่งใส เพราะเราเจรจากับรัฐบาลเยอรมันโดยตรง เป็นการคุยกันระหว่างกองทัพซึ่งเขาจัดลำดับความสำคัญของเราไว้ในอันดับต้นๆและพร้อมจะให้ความร่วมมือเต็มที่ การเจรจาต่อรองได้ดำเนินมาจนใกล้จะจบแล้วซึ่งคงไม่มีทางเบี่ยงเบนเป็นอื่นอีกนอกจากแบบ206 ส่วนเมื่อนำมาใช้งานแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป ตรงนั้นเป็นหน้าที่ของกองทัพเรือที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง

ผมได้กล่าวถึงรายละเอียดพอสังเขปทั้งด้านความจำเป็นและงบประมาณไปแล้ว ในตอนหน้านี้แหละที่จะมาพูดกันถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องใช้เรือดำน้ำเพื่อป้องปรามภัยคุกคามจากเรือดำน้ำ ใช้เครื่องบินหรือเรือผิวน้ำยังไม่ดีเท่า

(อ่านต่อฉบับหน้า)

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554

กรีเพน @ สุราษฎร์


เมื่อวันที่22กุมภาพันธ์เครื่องบินขับไล่JAS-39 Gripenจำนวน6ลำได้ร่อนลง ณ สนามบินกองบิน7จังหวัดสุราษฎร์ธานีเมื่อเวลา19.30นโดยสวัสดิภาพ มีนท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัยเป็นผู้บังคับฝูงบิน กรีเพนทั้งหกทั้งแบบหนึ่งและสองที่นั่งในรุ่นCและDนี้บินโดยนักบินไทยและสวีดิช ออกจากสวีเดนโดยแวะจุดพักเติมน้ำมันและพักผ่อนทั้งหมด9จุดก่อนถึงประเทศไทยตามโครงการช่วงแรก และต่อไปในอีกสองปีข้างหน้าจะมีกรีเพนรุ่นที่สองอีกหกลำตามมาจนครบ12ลำเป็นหนึ่งฝูงก่อนจะปลดประจำการเครื่องบินF-5เดิมที่ใช้มาร่วม40ปี...

...แต่ก่อนจะถึงวันที่เราได้รับสิงโตบินทั้ง6เข้าประจำการนี้มีความเป็นมาอย่างไรเราสมควรจะทำความเข้าใจกัน จะได้รู้ถึงความจำเป็นและเหตุผลที่ต้องใช้เครื่องบินสัญชาติสวีดิชแทนอเมริกันที่ผูกพันกันมานาน ถ้าจะให้เข้าใจกันแบบลึกๆคงต้องเท้าความกันไว้ก่อนล่ะว่ามีกำลังทางอากาศไว้ทำไม

เราเริ่มมีกำลังทางอากาศซึ่งยังไม่เป็นกองทัพเต็มรูปแบบนักหลังเครื่องบินเกิดขึ้นในโลกไม่กี่ปี เมื่อกองทัพคิดว่าจะหาประโยชน์จากเครื่องบินได้มากกว่าใช้ถ่ายรูป ถ้ามันบรรทุกของได้ก็น่าจะบรรทุกระเบิดไปหย่อนใส่ข้าศึกได้ น่าจะเอาปืนติดให้ไล่ยิงเครื่องบินของข้าศึกเพื่อครองน่านฟ้าเหนือยุทธบริเวณ ยิงกราดทำลายที่ตั้งหรือสังหารทหารบนพื้นก็ยังได้ เพราะความเร็วของเครื่องบินซึ่งไม่เกี่ยงอุปสรรคอย่างแม่น้ำหรือป่าเขามันจึงเข้าถึงที่หมายได้เร็วกว่าหน่วยรบไหนๆ ใช้นักบินแค่คนสองคนเท่านั้น ในปัจจุบันนี้หากเกิดกรณีพิพาทนักบินของเราสามารถเข้าถึงที่หมายได้ในเวลาไม่ถึงสิบห้านาที สร้างความเสียหายย่อยยับแล้วบินกลับมาได้ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง

ไม่มีหน่วยรบไหนจะทำเช่นนี้และใช้กำลังพลน้อยเท่ากองทัพอากาศ

เพราะคุณประโยชน์ในการทำลายล้างและความรวดเร็ว กำลังทางอากาศจึงแยกตัวจากการเป็นหน่วยบินในกองทัพบกมาเป็น"กองทัพอากาศ"(Air force)เต็มรูปแบบหลังสงครามโลกครั้งที่2 การพัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่องทำให้เครื่องบินบินเร็วขึ้นด้วยเครื่องยนต์เจ็ต จากรุ่นแรกๆที่เอาแค่เร็วและบินสูงมาสู่คุณสมบัติเด่นๆในปัจจุบันคือหลบหลีกการตรวจจับด้วยเรดาร์ได้ เพราะกองทัพอากาศต้องใช้เครื่องบิน เครื่องบินดีๆที่จะสู้แล้วชนะต้องใช้เทคโนโลยี เทคโนโลยีราคาแพงเครื่องบินจึงเป็นของแพง แต่เมื่อแลกกับขีดความสามารถในการทำลายเป้าหมาย,อำนาจการข่มขวัญและความอยู่รอดของนักบินแล้ว ถึงจะจ่ายแพงก็ยังคุ้ม ทุกประเทศจึงต้องมีกองทัพอากาศเพื่อปกป้องผลประโยชน์และเพื่อเป็นรั้วที่แข็งแกร่งกันการรุกล้ำดินแดน ไม่ว่าจะรุกล้ำชั่วคราวหรือยึดครองแบบถาวร


และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องมีกองทัพอากาศที่เข้มแข็ง


ต้องถือว่ากองทัพอากาศไทยเคยเกรียงไกรมาในอดีต แม้ปัจจุบันเราก็ยังเข้มแข็งไม่แพ้ชาติใดในอาเซียน กองทัพอากาศของเราเคยยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่นเท่านั้นในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่2 เมื่อสองพี่น้องตระกูลไรท์สร้างเครื่องบินได้ในปี1903นั้นพอถึงปี1909เราก็มีกำลังทางอากาศพร้อมรบแล้ว นักบินไทยเคยสร้างวีรกรรมไว้มากมายทั้งสมรภูมิลาวและเขมร ไม่เคยกลัวกำลังที่เหนือกว่าอย่างท่วมท้นของญี่ปุ่นระหว่างการยึดครองในสงครามครั้งนั้น ถ้าเดี๋ยวนี้เรามีF-16และกรีเพน ช่วงนั้นเราก็มีสปิตไฟร์ของอังกฤษ เครื่องบินที่ได้สิทธิบัตรมาสร้างเองก็มีหลายแบบ การพัฒนาเทคโนโลยีมีมาอย่างต่อเนื่องกระทั่งมาสะดุดลงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี่เอง เมื่อเราพึ่งพากับสหรัฐฯมากขึ้นใช้เทคโนโลยีของเขามากขึ้นจนหยุดการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองไป

F-84ธันเดอร์เจ็ตคือเครื่องบินขับไล่เจ็ตแบบแรกที่ได้จากสหรัฐฯ ตามด้วยF-86ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ดี สถิติของมันในสงครามเกาหลีนั้นน่าสนใจทีเดียวด้วยอัตราส่วนการสังหาร10ต่อ1 หลังจากโลกถูกแบ่งเป็นค่ายคอมมิวนิสต์และโลกเสรีชัดเจนเราก็ได้รับF-5แบบให้เปล่าจากสหรัฐฯเพื่อถ่วงดุลเชิงปริมาณกับMiG-21ของค่ายคอมมิวนิสต์ รวมทั้งเครื่องบินแบบอื่นๆที่ล้วนเป็นสัญชาติอเมริกัน กองทัพอากาศของเราจึงคุ้นเคยกับเทคโนโลยีและวิธีคิดแบบอเมริกันมาหลายสิบปี ทั้งที่ความเป็น"อเมริกัน"นั้นบางครั้งก็ไม่เหมาะกับยุทธศาสตร์ของเราแต่ก็ยังต้องใช้ เพราะเคยชินจนทำให้เข้าใจไปว่านี่คือพันธมิตรที่จะช่วยให้รอดหากเกิดศึกสงครามถึงขั้นจะยึดประเทศกัน แต่ไม่ใช่เลยในเมื่อผลประโยชน์ต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใดและอเมริกาต้องรักษาผลประโยชน์ของเขามากกว่า

เราหยุดพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานแล้วรอรับ รวมทั้งซื้อของได้ในราคามิตรภาพซึ่งทำให้กองทัพยิ่งผูกติดกับความเป็นอเมริกันมากขึ้น ความเคยชินและถูกบีบบังคับด้วยเหตุผลด้านการเมืองระหว่างประเทศทำให้ดูเหมือนว่าเครื่องบินรบที่"ใช่"สำหรับเราต้องมีแต่ตระกูล"F”เท่านั้น


แต่ทำไมถึงได้ใช้เครื่องบินสัญชาติสวีเดน? ตรงนี้มีเหตุผล


ถ้าจะพูดถึงประวัติศาสตร์แล้วสวีเดนไม่ใช่จะไร้พิษสง กษัตริย์คอร์ล(Charles)ที่12เคยยกทัพไปตีรัสเซียทั้งที่ตอนนั้นยังมีพลเมืองไม่กี่ล้านคน ถึงจะแพ้ก็ใช่ว่าจะข่มเหงกันง่ายๆ เทคโนโลยีสวีเดนไม่เป็นรองใคร เอริคโซน(Ericsson)คือแบรนด์ของโทรศัพท์และอุปกรณ์โทรคมนาคมที่เรารู้จักกันดี ยังไม่ต้องพูดถึงสุดยอดเรือดำน้ำสัญชาติสวีดิชของบริษัทโคคูมที่อเมริกันยังต้องซื้อไว้ศึกษาจากความเงียบขนาดดำไปโผล่กลางกองเรือของตนได้แบบไม่ไว้หน้า

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เราจะได้สัมผัสคืออากาศยานซึ่งถูกพัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่1930 เมื่อความไม่แน่นอนของยุโรปทำให้สวีเดนมีจัดระเบียบกองทัพอากาศใหม่ เพิ่มฝูงบินจาก 4 ฝูงเป็น 7 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้นในปี 1939 แม้สวีเดนจะเป็นกลางไม่ถูกเยอรมันยึดครอง แต่กองทัพอากาศก็ยังต้องขยายจนกระทั่งจำต้องหยุดชะงักเพราะสงครามโลกครั้งที่2ในยุโรป กว่าจะมาเริ่มสานต่อกันได้ก็ช่วงหลังสงครามแล้ว

ถึงปี1945อันเป็นปีสิ้นสุดสงครามนั้นกองทัพอากาศสวีเดนจึงมีเครื่องบินพร้อมรบ800 ลำ รวม15กองพลบินขับไล่ เป็นกองทัพอากาศที่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับประชากรไม่ถึงสิบล้านเมื่อหกสิบปีก่อน ด้วยภูมิศาสตร์ที่เป็นด่านหน้าตั้งประจันกับสหภาพโซเวียต กำลังทางอากาศจึงเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันประเทศ เป็นหัวหอกในการโจมตีจากฐานบินลับที่เจาะลึกเข้าไปในหินผาตามที่ต่างๆทั่วประเทศ และเครื่องบินที่เป็นกำลังหลักนั้นส่วนใหญ่ได้ถูกผลิตจากโรงงานของบริษัทซ้อบ(SAAB)ในเมืองลินเชอปิง(Linkoping) แหล่งเดียวกับกรีเพนที่เข้าประจำการในกองทัพอากาศไทย

เครื่องบินรบของสวีเดนจากซ้อบถูกพัฒนาต่อเนื่องควบคู่กับการจัดหาจากต่างประเทศบางส่วน จากซ้อบJ29”ทุนนัน”A32 “ลันเซน”, J35 "ดราเคน"จนถึงAJ37”วิกเกน" เครื่องบินขับไล่จากเมืองลินเชอปิงไม่เคยทำให้กองทัพสวีดิชผิดหวัง แต่ถ้าจะพัฒนาเครื่องบินที่ใหม่กว่านั้นเพื่อใช้เองและส่งออกก็ต้องคิดกันใหม่ วางแผนกันใหม่หมดให้เข้ากับหลักนิยมของสงครามในปัจจุบัน ยาส39(JAS 39)จึงเกิดขึ้นด้วยความคิดใหม่ แผนแบบใหม่ตั้งแต่หัวจรดท้าย มันต้องประหยัดกว่าวิกเกนเป็นครึ่ง ต้องเบากว่าเป็นครึ่งในขณะเดียวกันต้องดำรงขีดความสามารถของเครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์ให้ได้ครบถ้วน

ที่สำคัญคือต้องทำงานร่วมกันแบบเครือข่ายเป็น"ระบบป้องกันภัยทางอากาศบูรณาการ”(Integrated Air Defense System)ในระบบดิจิตอลร่วมกับเครื่องบินเตือนภัยทางอากาศและเครือข่ายเรดาร์ภาคพื้นดิน องค์ประกอบทั้งสามดังกล่าวมานี้ครบ ระบบกรีเพนจะเป็นระบบป้องกันประเทศที่ทรงประสิทธิภาพ เมื่อผู้ปฏิบัติสามารถหยั่งรู้เท่าทันสถานการณ์ บัญชาการและควบคุมได้ฉับไวสามารถทำลายเป้าหมายได้เร็วและเฉียบขาดโดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังขนาดใหญ่ สวีเดนไม่ใช้กองทัพใหญ่เพราะพลเมืองเขาแค่สิบล้านเท่านั้น เท่ากับกรุงเทพฯจังหวัดเดียวพอดี!

เราก็ไม่ต้องใช้กองทัพใหญ่เพราะประเทศเราเล็กและรูปแบบของสงครามก็เปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีการยกทัพเข้ายึดครองประเทศไหนๆอีกแล้วโดยเฉพาะแถบนี้ ถ้าเราหรือใครทำก็จะถูกแทรกแซงทางการค้าหรือมาตรการอื่นๆซึ่งองค์กรระหว่างประเทศกำหนดไว้ว่าให้ทำได้ จนอับอายขายหน้าและเศรษฐกิจอ่อนเปลี้ย แต่การมีกำลังทางอากาศเข้มแข็งก็คือเครื่องรับประกันได้ว่าจะต้องไม่เกิดสงคราม หรือหากเกิดเมื่อใดก็จะไม่ลุกลาม ด้วยยุทธศาสตร์ที่ไทยเหมือนสวีเดนคือเพื่อป้องกันไม่ใช่รุกราน เราจึงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบินบินไกลหรือบรรทุกระเบิดทีละมากๆ มันไม่จำเป็นและสิ้นเปลือง ผลาญงบประมาณที่ควรจะนำไปทำประโยชน์ด้านอื่นกันเห็นๆ

ถ้าเราต้องการแค่เครื่องบินเล็กๆแล้วอะไรล่ะถึงจะเหมาะ?

คำตอบแต่เดิมคือF-16

ทำไมผมถึงว่าต้องเป็นF-16? คำตอบคือเพราะมันเป็นเครื่องบินขับไล่"แท้ๆ"ที่เราสามารถจัดหาได้ ด้วยคุณสมบัติที่ดีคือน้ำหนักเบา ราคาไม่แพง เสียค่าบำรุงรักษาต่ำ ประกาศณียบัตรคือมีใช้ในกองทัพอากาศเกือบ30ประเทศทั่วโลก แม้แต่สหรัฐฯก็ยังมีมันไว้ถึงครึ่งของกำลังทางอากาศทั้งหมด อยากจะบอกว่าF-16คือเครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์ที่ดีที่สุดในโลกด้วยซ้ำ เพราะมันเกิดจากความคิดของนาวาอากาศเอกจอห์น บอยด์(John Boyd:The fighter pilot who changed the art of warเขียนโดยRobert Coram) สุดยอดนักคิดและนักยุทธศาสตร์ที่เข้าใจถึงศาสตร์แห่งการบินต่อสู้อย่างถึงแก่น เป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีการเมืองมาแทรกจนสูญเสียคุณลักษณะดีๆไปน้อยที่สุด มันบินไม่ไกล บรรทุกอาวุธได้พอประมาณแต่ความคล่องตัวสูงสุด ประเทศเรามีเนื้อที่แค่นี้จะเอาเครื่องบินบินไกลมาทำไมเล่า?


เรามีF-16แล้วและเข้าใจถึง"ความเป็นอเมริกัน"ดี และเราก็อยากได้F-16รุ่นใหม่ๆมาทดแทนF-5ที่จะปลดประจำการ


แต่ทำไม่ได้


เพราะราคาของF-16รุ่นใหม่แพงระยับ ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เราพัฒนาทั้งระบบและบุคคลากรไปสู่ความเป็นกองทัพอากาศดิจิตอล ซึ่งจะนำไปสู่ความทันสมัยในราคาคุ้มค่าและสามารถลดกำลังพลที่ไม่จำเป็นลงได้ ส่งผลต่อเนื่องถึงการประหยัดงบประมาณได้ในระยะยาว

ถ้าเป็นเช่นนี้เราก็ต้องเลือก อะไรที่จ่ายแล้วคุ้มก็ต้องพิจารณา โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายของกองทัพอากาศคือการจัดหาเครื่องบินทดแทนและเริ่มก้าวแรกๆให้ได้ในการพัฒนาไปสู่ความทันสมัย เพื่อใช้เทคโนโลยีให้คุ้มค่า เพื่อฝึกคนของเราให้คิดเป็นจะได้พึ่งพาตัวเองได้ไม่ต้องยึดติดกับพันธมิตรเหมือนเมื่อก่อน

เมื่อนำF-16ในจำนวนเท่ากันมาเปรียบเทียบกับกรีเพน ก็จะพบว่าราคาเฉพาะตัวเครื่องบินและซอฟต์แวร์แพงกว่ากันหลายเท่า ในขณะที่เราได้กรีเพนทั้งระบบครบองค์ประกอบสามอย่างรวมระบบอาวุธตามที่กล่าวไปแล้วนั้น เราซื้อF-16ได้ไม่ถึงฝูงด้วยซ้ำ ลำพังแค่อัพเกรดของเก่ากันแค่หกลำหรือหนึ่งในสามของฝูงยังใช้เงินตั้ง7,000ล้าน ถ้าซื้อเต็มฝูงใหม่ป้ายแดงด้วยล่ะจะแพงขนาดไหน เรื่องระบบอาวุธและซอฟต์แวร์ยังต้องซื้อต่างหากซึ่งจะทำให้งบบานออกไปอีก ถึงค่าบำรุงรักษาของF-16ที่มีอยู่จะถูกกว่าแต่ปัญหาคือมันเก่าแล้วและอะไหล่ก็หายากขึ้นทุกวัน ถ้าใช้F-16รุ่นCและDค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็จะแพงกว่าหลายเท่าซึ่งเป็นผลเสียทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตรรกะแค่นี้ไม่ต้องมีความรู้สูงก็คงคิดออก

เมื่อทบทวนถึงผลได้ผลเสียเปรียบเทียบกับเครื่องบินและระบบอื่นๆแล้วผลจึงมาออกที่"ระบบ"กรีเพน เพราะเราซื้อทั้งระบบไม่ได้ซื้อแค่ตัวเครื่อง ลำพังขีดความสามารถของเครื่องบินกรีเพนเองก็ไม่ได้โดดเด่นเหนือF-16 แต่มันตอบโจทย์ของกองทัพอากาศได้ตรงที่ใช้ระบบดิจิตอลแสดงผลด้วยจอภาพสามจอตรงหน้านักบิน ทำงานประสานกับองค์ประกอบอื่นๆได้เป็นเครือข่าย ลดภาระเดิมๆจากการติดต่อด้วยวิทยุออกไป ช่วยให้นักบินหยั่งรู้สถานการณ์ด้วยการแสดงทุกอย่างบนจอเป็นสีสันให้เห็นชัดเจน ทั้งเครื่องบินข้าศึกและฝ่ายเรา กองกำลังภาคพื้นดิน ปืนใหญ่ ที่ตั้งจรวดและทุกสิ่งที่เรดาร์ของตัวมันเองและเรดาร์ภาคพื้นดินกับเครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ(SAAB340)ตรวจจับได้

ด้วยระบบดิจิตอลที่เข้ารหัสได้ง่ายแต่ถอดรหัสยาก เมื่อเทียบกับอนาล็อกเดิมที่มีอยู่และการทำงานประสานเป็นเครือข่าย ระบบกรีเพนจะเอื้อประโยชน์อย่างมากต่อการรบร่วมสามเหล่า เมื่อนักบิน กองกำลังภาคพื้นดินและในทะเลรู้ตำแหน่งของกันและกันความปลอดภัยก็จะตามมา จะไม่มีการยิงกันหรือทิ้งระเบิดใส่พวกเดียวกันเอง รู้ตำแหน่งภัยคุกคามแน่ชัดก็มุ่งทำลายเฉพาะจุดได้ไม่ต้องโถมกำลังมากๆให้สิ้นเปลืองแบบสมัยก่อน กองทัพดิจิตอลช่วยได้จริงในระยะยาวทั้งการสงวนงบประมาณและกำลังพล และแน่นอนที่สุดคือเครื่องบินดิจิตอลจะช่วยให้นักบินสบายตัวขึ้น ไม่ต้องพะวงกับข้อมูลที่ไหลเข้ามาไม่หยุดหย่อนเหมือนสมัยก่อน เขาจะมุ่งตรงสู่เป้าหมายเพื่อปฏิบัติภารกิจได้เพียงอย่างเดียว ไม่อยากรู้อะไรจอภาพจะไม่แสดง มีสิ่งใดผิดปกติเครื่องบินจะบอกเอง เป็นเครื่องบินฉลาดที่ทำให้นักบินดูดีขึ้นมาก ที่สำคัญกว่านั้นคือช่วยให้เขาปลอดภัยขึ้นกว่าเดิมด้วยจากการหยั่งรู้เท่าทันสถานการณ์ แทรกแซงขั้นตอนการตัดสินใจของข้าศึกได้เร็วเพื่อกดปุ่มใช้อาวุธได้ก่อน


และที่กล่าวมานั้นคือคุณสมบัติของกรีเพน39รุ่นCและDกับระบบครบถ้วนที่เราเพิ่งได้รับเข้าประจำการ

ความคุ้มของระบบนอกจากจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนากองทัพอากาศสู่ความทันสมัย สิ่งที่ตามมาคือการถ่ายทอดเทคโนโลยีซึ่งระบุไว้แล้วในสัญญา ทุนการศึกษาอีกเป็นร้อยทุนในสวีเดนเพื่อพัฒนาบุคคลากรให้พร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลง ระบบกรีเพนจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าจริงๆทั้งด้าน"ของ"และ"คน" ไม่มีใครให้เราได้มากขนาดนี้แม้แต่ผู้ที่ถูกขนานนามว่า"มหามิตร" เราถูกผูกติดไว้กับคำว่า"พึ่งพา"จนกลายเป็นทาสทางเทคโนโลยีและนโยบายป้องกันประเทศมานาน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะออกจากกรอบมายืนอยู่ด้วยกำลังของตัวเองเมื่อมีทางเลือก?

ในความคิดของผม การตัดสินใจใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศ"กรีเพน"จากสวีเดนคือทางออกที่ชอบแล้วด้วยเหตุผล,งบประมาณและกาลเวลา เราใช้เครื่องบินสัญชาติอเมริกันมานานเพราะเขาให้เปล่าแล้วต่อมาขายให้ในราคามิตรภาพ แต่ไร้ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร ความคุ้นเคยทำให้ยึดติด แต่พอถึงช่วงเวลาหนึ่งที่เราต้องพัฒนากองทัพแล้วมีคนมาเสนอเงื่อนไขซึ่งดีและคุ้มค่ากว่าเราก็ต้องตัดสินใจเลือก นี่คือก้าวแรกที่จะเป็นหลักตั้งต้นสู่การพัฒนากองทัพอากาศ ต่อเนื่องไปถึงเหล่าทัพอื่นให้เล็กลงแต่ทรงประสิทธิภาพ เพื่อให้คนของเราคิดเป็นและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่เริ่มทำกันตอนนี้ก็คงไม่รู้จะเริ่มกันตอนไหนแล้ว ในเมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาไม่หยุดหย่อนและรวดเร็ว

การมีระบบป้องกันภัยทางอากาศ"กรีเพน"ไม่ได้ทำให้ชาติของเราร่ำรวยขึ้นก็จริง แต่มันก็ช่วยให้รั้วของเราแข็งแกร่ง มีขีดความสามารถในการจัดการกับภัยคุกคามและดูแลผลประโยชน์ของชาติดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ด้วยความทันสมัยของระบบนักบินของเราจะมีเปอร์เซ็นต์ความอยู่รอดมากขึ้นเมื่อเกิดการปะทะ ระบบที่สมบูรณ์จะช่วยให้เขาหยั่งรู้สถานการณ์และตัดสินใจใช้อาวุธได้ก่อน กำลังทางอากาศที่ดีจะช่วยให้สงครามไม่เกิด หรือถ้าเกิดการปะทะขึ้นก็ยังไม่ลุกลามเมื่อเราเหนือกว่า


เหนือกว่ามิได้แปลว่าเราปรารถนาจะทำสงคราม

ใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศดีๆมิได้หมายความว่าผลาญงบประมาณ


กรีเพน6ลำแรกได้ลงแตะพื้นที่สนามบินกองบิน7จังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้วเม่ื่อ19.30น.ของวันที่22กุมภาพันธ์ ส่วนอีก6ลำหลังจะตามมาในอีกสองปีถัดไป จะมีกรีเพนเข้าประจำการอีกหรือไม่หลังจากF-5และF-16ปลดประจำการในอีกสิบและเกือบยี่สิบปีข้างหน้านั้นไม่มีใครทราบ แต่เท่าที่ทราบในตอนนี้คือการตัดสินใจของกองทัพอากาศนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว