วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นั่งL39ไปดูการฝึกใช้อาวุธ!(2)





กำลังทางอากาศของทุกชาติมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยเป็นหน้าที่หลักนั้นแน่อยู่แล้ว นักบินคือคนที่จะนำอากาศยานแต่ละแบบออกปฏิบัติการ พวกเขาคือคนพวกแรกๆที่จะบุกทะลวงลึกเข้าไปในแดนของข้าศึกหากเกิดความขัดแย้ง จะเข้าสู้รบและรอดกลับมาได้ก็ต้องบินให้เก่ง การฝึกนักบินแต่ละคนจนกว่าจะเป็นนักบินพร้อมรบนั้นกองทัพต้องใช้งบประมาณหลายล้านบาท เพราะเครื่องบินแต่ละเครื่องเป็นของแพงใช้น้ำมันก็มากมหาศาล และเพราะนักบินต้องใช้เวลาฝึกกับมันให้คล่องอย่างยาวนานกว่าจะออกรบแล้วรอดกลับมาได้ เครื่องบินรบทุกแบบจึงต้องบินทุกวันเพื่อฝึกให้นักบินคุ้นเคย ให้เขาควบคุมมันได้เหมือนเป็นมือเท้าของตัวเอง ผู้อยู่ไกลจากฐานทัพอากาศจะไม่เข้าใจ นึกไม่ออกว่ารัฐบาลจ่ายเงินตั้งแพงเพื่อซื้อเครื่องบินรบเสียงดังๆมาทำอะไรกัน แต่ถ้าลองมายืนอยู่ใกล้ฐานทัพดูสักแค่ชั่วโมงเดียวก็จะทราบทันทีว่ามีเครื่องบินวิ่งขึ้น,ลงทุกนาทีและทั้งวัน ถ้าจะตั้งคำถามกันว่านักบินทหารเอาเครื่องบินไปไหน? ผมตอบได้ว่าเอาไปฝึกบิน เพราะวันนี้ผมจะไปฝึกบินกับเขาด้วย ในภารกิจฝึกใช้อาวุธ!

ถ้าคิดกันแบบภาพยนตร์ฮอลลีวูดว่านักบินรบเป็นคนพันธุ์เท่ บอกได้เลยว่าผิดถนัด เพราะในความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น พวกเขาต้องพักผ่อนให้พอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในคืนก่อนออกบิน ในวันบินต้องตื่นแต่เช้าและทำธุระส่วนตัวให้เสร็จก่อน8โมงซึ่งเป็นเวลาเริ่มต้นของบรรยายสรุปรวม อันเป็นการบรรยายสรุปสภาพทั่วไปของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มีทั้งสภาพอากาศที่สนามบินของฝูงกับสภาพอากาศในสนามฝึกใช้อาวุุธที่อยู่ห่างออกไปอีก90กว่าก.ม. บรรยายสภาพอากาศที่สนามบินอีกสองแห่งที่นักบินจะใช้ลงหากนำเครื่องกลับบ้านไม่ได้ หัวหน้าส่วนปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการบินจะผลัดกันขึ้นมาบรรยายหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองบนแท่นพูด หน้าห้องบรรยายประกอบเพาเวอร์พอยท์ที่ฉายขึ้นจอด้วยเครื่องโปรเจคเตอร์

ในวันที่ผมจะขึ้นบินด้วยนี้ทุกอย่างเป็นไปตามปกติเช่นที่เคยปฏิบัติมา แต่สิ่งที่เรียกร้องความสนใจผมมากกว่าอื่นใดคืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินL39สองเครื่องที่บินมาเมื่อวาน เมื่อผู้บรรยายได้ฉายภาพแพนหางตั้งของเครื่องบินลำนั้นที่แผ่นอลูมินัมฉีกออกและจอดรอการซ่อมแซม ว่าเกิดจากนกบินชน(หรือบินชนนก) จะเป็นนกชนิดไหนไม่ทราบแต่ด้วยความเร็วและมวลของมันผนวกกับความเร็วของเครื่องบินที่กดได้400-500ก.ม./ช.ม. เพียงเนื้อและกระดูกของนกตัวเท่าไก่แจ้ก็สามารถทำความเสียหายให้เครื่องบินสร้างจากอลูมินัมเกรดสูงแข็งๆได้แล้ว

L39อีกเครื่องก็พบชะตากรรมไม่แพ้เครื่องแรก เมื่อภาพแสดงให้เห็นว่าชายหน้าปีกซ้ายย่นเป็นลูกคลื่นเหมือนถูกฆ้อนทุบ ซึ่งต้นเหตุก็คือนกอีกเหมือนกัน ทั้ง2เครื่องถูกส่งเข้าโรงซ่อมซึ่งจะใช้เวลาเท่าไรผมไม่ได้ถาม แต่ที่แน่ๆคือเครื่องบินอาจขึ้นบินได้ไม่ครบฝูงไปอีกพักใหญ่ๆ อุบัติเหตุนกชนถึงแผ่นโลหะฉีกนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในเมื่อกองบิน4ยังมีพื้นที่เป็นป่าอยู่มาก เป็นที่อยู่อันชุกชุมของนกขนาดกลางค่อนข้างใหญ่เช่นนกปากห่าง การบินชนเครื่องบินเป็นครั้งคราวจึงเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่เครื่องบินความเร็วสูงบินอยู่ในเขตนกชุกชุม

ไม่แปลกเช่นกันหากแผ่นโลหะแข็งๆฉีกขาด โลหะแข็งๆเมื่อพุ่งชนวัตถุอ่อนนุ่มที่ความเร็วสูงนั้นความเร็วบวกกับน้ำหนักของตัวมันเองและวัตถุที่พุ่งชน ย่อมทำให้ของอ่อนๆกลายเป็นแข็งขึ้นมาได้ ยิ่งเร็วก็ยิ่งแข็ง ใครที่เคยกระโดดน้ำเอาหน้าฟาดลงจะเข้าใจดีว่าทั้งตัวจะรู้สึกเหมือนกับถูกอัดด้วยผนังไม้ชัดๆ

มีอุบัติเหตุมากมายทั้งกับเครื่องบินโดยสารและเครื่องบินรบที่เกิดจากการชนนก บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินชั้นนำเช่นโบอิ้งยังเคยทำถึงกับทดลองใช้ปืนลมยิงซากไก่ใส่กังหันเทอร์บีนของเครื่องยนต์เจ็ตที่ออกแบบใหม่ เพื่อดูปฏิกิริยาของเครื่องยนต์เมื่อบินชนนก จะได้นำข้อมูลไปออกแบบเครื่องยนต์ให้ทนได้ต่ออุบัติเหตุประเภทนี้ ผมคิดเลยเถิดไปถึงJAS39กริปเปน6ลำที่กำลังจะมา ถ้ามันมาได้แค่6ลำจริงและใช้งานอยู่แค่นั้น เกิดอุบัติเหตุทำนองนี้ครั้งหนึ่งถึงเครื่องบินไม่ตกเราก็แทบจะไม่มีเครื่องบินใช้แล้ว

ข้อมูลจากการบรรยายสรุปรวมทำให้ผมเข้าใจว่าเหตุที่ทำให้เครื่องบินตกไม่ได้มีแค่ใช้เครื่องบินเก่าอย่างเดียว เครื่องบินใหม่ๆถ้าเจอนกบินเข้าเครื่องแบบถูกเวลาและถูกมุมด้วยก็ร่วงได้เหมือนกัน จะเกิดอะไรขึ้นกับเครื่องบินและนักบินL39ทั้งคู่ถ้านกมันเกิดเกิดเปลี่ยนใจบินเข้าท่อดูดอากาศเข้าเครื่องแทน ไม่ต้องเดาก็ฟันธงได้ว่าวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์คงเสนอข่าวกันเป็นที่เอิกเกริกว่า"เครืื่องบินท.อ.ตกซ้ำซาก คาดทนใช้เครื่องบินเก่า" แล้วคนอ่านก็ไม่ต้องอ่านเนื้อในเพราะถูกชี้นำไว้เสียแล้ว เขาคงจะพลิกไปอ่านข่าวบันเทิงเพื่อดูว่าดาราคู่ไหนมีกิ๊กหรือเลิกกัน พร้อมกับความเชื่อฝังหัวว่าเครื่องบินเก่า,นักบินไม่เก่ง,เครื่องยนต์ขาดการดูแล ทั้งที่ความจริงคือมันถูกนกบินชน!

อย่าได้ประมาทอำนาจพลังการดูดของเครื่องยนต์เจ็ตเป็นอันขาด เครื่องยนต์ของF16สามารถดูดเหรียญบาทเข้าเครื่องได้ขณะติดเครื่องจอดนิ่งๆ เครื่องยนต์F15ดูดก้อนหินขนาดเท่าไข่ไก่เข้าเครื่องได้ทั้งที่กำลังบินเรี่ยพื้น!

จบการบรรยายสรุปรวมแล้วใช่ว่าจะบินได้เลย หมู่บินที่จะฝึกในช่วงแรกต้องแยกตัวไปเข้าฟังบรรยายสรุปในห้องบรรยายสรุปแยกอีก โดยจะมีผู้ร่วมการบรรยายคือผู้บังคับฝูงและนักบินทุกนายที่จะบินในรอบนั้น การบรรยายช่วงนี้เป็นการกล่าวให้แคบลงมาอีกโดยเน้นรายละเอียดของภารกิจ สภาพอากาศ อาวุธ รูปแบบยุทธวิธี วิเคราะห์แผนที่ สิ่งสำคัญคือเวลาที่เที่ยงตรง โดยหัวหน้าหมู่บินคือหมายเลข1ของรอบนี้จะสั่งให้ตั้งเวลา เมื่อสิ้นเสียงขานเวลาทุกคนในห้องต่างหมุนหรือกดปุ่มนาฬิกาของตนให้ตรงกันเป็นเวลาเดียว

ในการฝึกใช้อาวุธของL39ครั้งนี้หมู่บิน2หมู่ หมู่ละ4ของฝูงบิน401จะใช้รูปแบบการฝึกตามศัพท์ทางทหารในภาษาไทยว่า"กระสวนการฝึกใช้อาวุธขั้นมูลฐาน" หรือที่เรียกทับศัพท์ไปว่าBasic Box Pattern อันเป็นการฝึกโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินขั้นพื้นฐาน นักบินขับไล่และโจมตีทุกนายต้องผ่านการฝึกรูปแบบนี้ก่อนจะก้าวขึ้นไปฝึกในขั้นสูงกว่า เพื่อสำเร็จเป็นนักบินพร้อมรบต่อไป

เบสิก บ็อกซ์ แพทเทิร์นน้ีอธิบายง่ายๆได้ว่าเป็นรูปแบบการโจมตีเป้าภาคพื้นดินที่ง่ายที่สุด ใช้เฉพาะการฝึกใช้อาวุธด้วยอาวุธซ้อม คือนักบินจะบินเรียงหน้ากันเข้าถล่มเป้าด้วยอาวุธฝึกที่มีดินระเบิดน้อยพอเป็นควันให้เห็นว่าถูกเป้าเท่านั้น บังคับเครื่องนิ่งๆ บินทื่อๆเข้าหาเป้า วางศูนย์ทาบแล้วกดปุ่มปล่อยอาวุธได้เลยก่อนจะดึงเครื่องขึ้น เมื่อหมดคิวของอาวุธชนิดหนึ่งก็จะกลับมาใช้อาวุธอีกชนิดจนหมดจึงถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจ ที่เรียกว่าบ็อกซ์ แพทเทิร์นก็เพราะเส้นทางการบินในเขตใช้อาวุธถูกกำหนดไว้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ถ้าจับสี่เหลี่ยมนี้ตั้งขึ้นให้ด้านแคบอยู่บนและล่าง ด้านกว้างอยู่ซ้ายและขวา นักบินจะเข้าหาเป้าเป็นเส้นตรงตั้งแต่มุมล่างด้านซ้ายของสี่เหลี่ยม ได้ระยะแล้วจะใช้อาวุธตรงเป้าตรงมุมบนเดียวกัน ก่อนจะหักเลี้ยวอีกสองมุมตามเข็มนาฬิกากลับมาหาเป้าหมายใหม่ใกล้เคียงกันแต่ด้วยอาวุธต่างออกไปจนกว่าจะครบหมู่บิน จะมีเจ้าหน้าที่วัดผลอยู่ในสนามฝึกนั้นเพื่อบอกนักบินว่าทิ้งถูกหรือใกล้/ไกลแค่ไหนพร้อมให้คะแนน

นอกจากฝึกใช้อาวุธด้วยรูปแบบบินบ็อกซ์ แพทเทิร์นแล้ว หมู่บินทั้งสองยังต้องฝึกบินแบบยุทธวิธีด้วยการบินต่ำเร่ียยอดไม้ก่อนจะเชิดหัวขึ้นแล้วทิ้งระเบิดก่อนจะบินกลับฐาน ตามศัพท์ทหารเรียกว่าการบิน"โลว์ แนฟ"(Low Navigation)ที่นักบินชอบเรียกกันง่ายๆว่า"ทำโลว์"หรือ”บินโลว์"หรืออื่นๆที่ทราบกันเฉพาะในกลุ่ม กล่าวคือเมื่อทราบจากข่าวกรองและภาพถ่ายทางอากาศว่าบริเวณพื้นที่ปฏิบัติการมีการต่อต้านหนาแน่น มาตรการเพื่อความปลอดภัยคือบินต่ำเข้าไว้เพื่อหลบสัญญาณเรดาร์ของข้าศึก ที่มักตั้งบนยอดเขาสูงและกวาดขึ้นข้างบน เมื่อมาถึงพิกัดที่กำหนดก่อนถึงเป้าจึงเชิดหัวขึ้นแสดงตัวอย่างรวดเร็ว นักบินมีเวลากดปุ่มปล่อยอาวุธหรือขีปนาวุธเพียงไม่กี่วินาทีก่อนเร่งเครื่องบินกลับฐานโดยไม่ต้องดูผลงาน

เพราะเวลาทำงานจริงมีไม่กี่วินาทีเพื่อชี้เป็นชี้ตายนี้เอง นักบินจึงต้องฝึกหนัก เพื่อเวลาบินรบจริงๆจะได้ไม่พลาด ผมเคยได้ยินมานานว่านักบินต้องฝึกกันเป็นเดือนเป็นปีแต่ทำงานจริงเพียงไม่กี่วินาที ได้เข้าใจแจ่มแจ้งก็ตอนที่มาสังเกตการณ์ในครั้งนี้เอง

การจะบินเข้าหาแล้วใช้อาวุธให้ได้ผลในสมัยนี้นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ระเบิดแต่ละลูกทั้งแบบโง่และฉลาดรวมขีปนาวุธกับกระสุนไม่ใช่ชิ้นละบาทสองบาท อย่างถูกสุดก็หลายหมื่น แพงสุดก็เป็นสิบหรือร้อยล้าน การใช้มันให้ได้ผลเต็มร้อยยิงไปลูกเดียวแล้วหวังผลได้เลยต้องคำนวณให้แม่น นักบินโจมตี/ขับไล่จึงต้องคำนวณได้แม่นยำตามหลักวิชาคณิตศาสตร์และตรีโกณมิติ เขาต้องวางแผนให้แม่นก่อนบิน ต้องรู้เส้นทางเข้าและออกจากพื้นที่ ต้องรู้ว่าบินด้วยความเร็วแค่ไหน สูงแค่ไหนและทิ้งระเบิดเป็นมุมเท่าไรจึงจะถูกเป้าและปลอดภัยแก่ตัวเอง ต้องทราบขีดความสามารถของระเบิดว่าเมื่อแตกออกแล้วจะส่งสะเก็ดลอยขึ้นสูงขนาดไหน เพื่อจะได้ไม่ปักหัวลงต่ำเกินไปจนโดนสะเก็ดระเบิดตัวเองตาย เมื่อปักหัวลงมาแล้วจะกระชากเครื่องเงยขึ้นด้วยแรงเหวี่ยงกี่จีจึงจะออกจากตรงนั้นได้ปลอดภัย ไหนจะมีเรื่องมุม เรื่องความเร็วและน้ำมันเชื้อเพลิงให้คิด จบภารกิจแล้วบินได้อีกนานเท่าไรถึงจะเหลือน้ำมันพอกลับฐาน ฯลฯ

และทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัยก็เนื่องมาจากการฝึก และฝึกจนชำนาญเท่านั้น แม้จะไม่ได้ออกรบเลยแต่นักบินก็มีหลักประกันให้มั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุขึ้นครั้งใดพวกเขาต้องมีโอกาสรอด เครื่องบินทุกแบบที่ถูกซ้ื้อมาโดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นL39,F16,Alpha Jet หรืออื่นๆของกองทัพต่างต้องถูกนำขึ้นบินฝึกทุกวันตามหน้าที่อยู่แล้ว ความจริงข้อหนึ่งคือถ้าไม่ฝึกแต่จอดไว้เฉยๆนอกจากนักบินจะไม่เก่งแล้วตัวเครื่องเองก็ยังจะผุพังเร็วกว่าบินทุกวันเสียอีก และนี่คือเหตุที่นักบินต้องบิน เขาไม่ได้เอาเครื่องบินขึ้นไปสนุกแล้วกลับมาร่อนลงด้วยมาดเท่ๆเหมือนพระเอกหนัง แม้จะนั่งอยู่ในค็อกพิทเฉยๆแต่ความเครียดและแรงจีที่กระทำต่อร่างกายทำให้แต่ละคนรู้สึกเหมือนวิ่งรอบสนามบาสเก็ตบอลสักคนละ10รอบ ฟังดูแปลกแต่ก็จริง ยิ่งถ้าได้มาสัมผัสเองจะยิ่งเข้าใจ

หลังจากจบการบรรยายสรุปแยกเฉพาะหมู่บินแล้ว นักบินต่างแยกย้ายเข้าห้องแต่งตัว พร้อมขึ้นบินฝึกใช้อาวุธทางอากาศ

นั่งL39ไปดูการฝึกใช้อาวุธ!(1)




ดังที่เคยกล่าวไปในบทความที่แล้วว่าจะเล่าเรื่องการซ้อมใช้อาวุธด้วยเครื่องบินฝึก/โจมตีเบาL39 เรื่องราวต่อไปก็จะเป็นรายละเอียดจากประสบการณ์ตรงที่ได้พบมา ด้วยความอนุเคราะห์ของกองทัพอากาศให้ผมได้นั่งที่นั่งหลังของเครื่องบินรบรุ่นนี้อีกครั้ง หลังจากเคยได้รับประสบการณ์คล้ายคลึงกันมาแล้วจากเครื่องบินF16เมื่อห้าปีก่อน เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้บินแค่สองลำเหมือนเมื่อครั้งนั้นแต่เป็นการบินหมู่2หมู่ หมู่ละ4ลำ ขึ้นจากฐานทัพอากาศตาคลีจังหวัดนครสวรรค์ไปเพื่อใช้อาวุธยังสนามฝึกใช้อาวุธที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี แล้วบินกลับด้วยเวลารวมประมาณชั่วโมงกว่าๆ ขอชี้แจงให้ทราบเสียตรงนี้ว่าเป็นการปฏิบัติภารกิจตามปกติของฝูงบิน401ซึ่งผมได้อาศัยไปสังเกตการณ์การปฏิบัติภารกิจเท่านั้น ทางกองทัพอากาศหรือฐานทัพอากาศตาคลีไม่ได้ใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มเติมแต่อย่างใด และเครื่องบินก็เป็นแบบ2ที่นั่งซึ่งว่างอยู่หลายลำ สิ่งที่ผมต้องทำคือนั่งนิ่งๆอย่าโยกคันบังคับเล่นให้เครื่องตกเท่านั้น

ดังวลีคลาสสิกที่ถูกยกมาเอ่ยอ้างกันบ่อยๆคือ"แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ" กองทัพอากาศของเราจึงต้องให้นักบินฝึกบินกันเป็นประจำจนถึงระดับหนึ่งที่สามารถรบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในสถานภาพของนักบินพร้อมรบ เนื่องจากเครื่องบินรบแต่ละลำเป็นยุทโธปกรณ์ราคาแพงมหาศาล การจะขึ้นไปควบคุมมันจึงต้องใช้บุคลากรที่ผ่านการกลั่นกรองมาเป็นอย่างดี เริ่มต้นตั้งแต่เลือกเหล่าในโรงเรียนเตรียมทหารจนถึงการเป็นศิษย์การบินในโรงเรียนการบินกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ผู้จะก้าวเข้ามาเป็นนักบินรบจะต้องผ่านการฝึกกับเครื่องบินใบพัดสองที่นั่งเคียงกันคือCT4”ชิกเกน"ก่อนเป็นขั้นประถม สอบผ่านแล้วจึงฝึกต่อด้วยเครื่องบินสองที่นั่งเรียงกันหน้าหลัง PC9 ผ่านจากตรงนี้แล้วจึงถูกส่งแยกย้ายไปตามฝูงบินต่างๆ

ฝึกกับเครื่องบินPC9เสร็จแล้วก็ใช่ว่าจะบินกับF5,F16หรือเครื่องบินแบบอื่นๆได้เลย เพราะPC9เป็นเครื่องบินฝึกใบพัด แต่เครื่องบินโจมตีและขับไล่ของกองทัพอากาศทั้งหมดเป็นเครื่องบินเจ็ตความเร็วสูง นักบินที่ผ่านPC9แล้วจึงต้องฝึกกับเครื่องบินอะไรสักแบบที่ใช้เครืื่องยนต์เจ็ตเพื่อความคุ้นเคย มันต้องมีสองที่นั่งเรียงกันหน้าหลัง แต่ความเร็วต่ำกว่าและประหยัดงบประมาณกว่า ตรงนี้เองที่ต้องมีเครื่องบินอีกแบบไว้รองรับ ประเภทของมันตามแบบสากลคือเครื่องบิน"ไฟเตอร์ ลีด-อิน"(Fighter Lead-in) ซึ่งกองทัพอากาศของเรามีเครื่องบินไฟเตอร์ ลีด-อินใช้ฝึกนักบินก่อนเลื่อนขั้นขึ้นไปบินF16อยู่หนึ่งแบบคือL39”อัลบาทรอส" ผลิตโดยบริษัทแอโรโวโดโชดีแห่งสาธารณรัฐเช็ค ใครที่เคยดูภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์007ตอน"ทูมอร์โรว์ เนฟเวอร์ ดาย"คงจะจำได้ถึงตอนที่เพียร์ซ บรอสแนนขับเครื่องบินเจ็ตหนีพวกค้าอาวุธเถื่อน นั่นแหละคือL39

ประโยชน์ของL39คือมันเป็นเครื่องบินโจมตีเบาที่ขนอาวุธไปได้พอประมาณ มีระบบการทำงานและเครื่องช่วยเดินอากาศง่ายๆไม่ซับซ้อน ใช้โจมตีสนับสนุนการรบภาคพื้นดินในเขตที่มีการต่อต้านเบาบาง ข้าศึกใช้อาวุธขนาดเล็ก แต่ในขณะเดียวกันก็ประหยัดตรงที่ไม่ค่อยซดน้ำมันเหมือนเครื่องบินรบหลักๆอย่างF16 ในขณะที่เหยี่ยวฟอลคอน(F16)ใช้ค่าน้ำมันชั่วโมงละเกือบสองแสน แต่เจ้านกทะเลอัลบาทรอสกลับจ่ายค่าเชื้อเพลิงแค่ชั่วโมงละเจ็ดหมื่นกว่าบาท นอกจากภารกิจโจมตีภาคพื้นดินแล้วL39จึงเหมาะจะใช้ฝึกซึ่งนักบินต้องใช้มันได้บ่อยกว่าเครื่องบินขับไล่หลัก จะใช้โจมตีเบาเป็นเครื่องบินรบจริงๆก็ได้เพราะติดอาวุธได้เหมือนกัน ความเร็วก็ใช้ได้กับตัวเลข300น็อต(555.6ก.ม./ช.ม.)อันเป็นความเร็วปฏิบัติการ

ถึงL39จะเป็นเครื่องบินเจ็ตโจมตีเบาและฝึกจากค่ายยุโรปตะวันออก แต่มันก็ถูกออกแบบมาอย่างค่อนข้างลงตัวด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนกำลังขับสูงแต่ประหยัดน้ำมัน อัลบาทรอสซึ่งเป็นเครื่องบินฝึก/โจมตีเบารุ่นที่2นี้เข้ามาแทนL29”เดลฟิน"(Delfin)รุ่นเก่ากว่า แต่หลังจากรุ่นของมันไปแล้วแอโรโวโดโชดีได้ปรับปรุงให้สูงขึ้นเป็นL59”ซูเปอร์ อัลบาทรอส" ด้วยประสิทธิภาพอันเป็นที่ยอมรับและราคาที่ไม่สูงนักสำหรับเครื่องบินฝึกและโจมตี L39จึงถูกผลิตออกมากว่า2,800ลำ ใช้งานในกองทัพอากาศ30ประเทศทั่วโลกรวมทั้งกองทัพอากาศไทยที่มีL39อยู่สองฝูง อยู่ที่ตาคลี1ฝูงเพื่อเป็นเครื่องบินฝึกขับไล่/โจมตี และที่เชียงใหม่อีก1ฝูงเพื่อใช้ในภารกิจโจมตีภาคพื้นดินอย่างเดียว ประจำการมาตั้งแต่พ.ศ.2537หรือเมื่อ15ปีมานี้เอง หากจะประมาณกันคร่าวๆก็น่าจะเหลือเวลารับใช้ชาติอีก15ปีก่อนปลดประจำการ

อัลบาทรอสในเวลานี้จึงเปรียบเหมือนคนในวัยทำงาน สุขภาพแข็งแรงดีพอใช้เมื่อได้รับประทานอาหารดีๆได้ออกกำลังตามเวลา แต่ในอีก15ปีข้างหน้าถ้ารัฐบาลไม่เห็นความสำคัญของกำลังทางอากาศ เราอาจต้องตั้งคำถามกันอีกหากเกิดอุบัติเหตุกับนักบิน หากต้องทนใช้เครื่องบินเก่าโดยไม่จัดสรรงบประมาณมาเพื่อหาเครื่องบินใหม่ทดแทนตามอายุ

ความแตกต่างในการบินครั้งนี้ของผม นอกจากจะไม่ใช่การบินด้วยF16แล้วยังเป็นการบินเกาะหมู่8ลำเพื่อสังเกตการณ์การใช้อาวุธ ด้วยวัตถุประสงค์ของกองทัพอากาศคือต้องการให้เป็นตัวแทนภาคประชาชนเข้าสังเกตการณ์การทำงานของนักบิน เข้าใจในประสิทธิภาพของเครื่องบินตามนโยบายการประชาสัมพันธ์ รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์การแข่งขันใช้อาวุธหรือที่มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า"การแข่งขันปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี" ที่จัดเป็นประจำและเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมในบริเวณที่จัดไว้ให้อย่างปลอดภัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นความพยายามที่แสดงให้เห็นว่ากองทัพยุคปัจจุบันเปิดกว้างต่อประชาชนทั่วไปมากกว่าแต่ก่อน ยิ่งในยุคสารสนเทศที่แม้แต่เด็กประถมก็ใช้กูเกิลเอิร์ธเป็นนี้ ความลับด้านที่ตั้งทางทหารจึงแทบไม่มี หรือถ้ามีก็ไม่นำส่วนนั้นออกเปิดเผย

สำหรับการแข่งขันใช้อาวุธของนักบินประจำปีนี้ มีขึ้นเพื่อให้นักบินได้แข่งขันกันเพื่อทำคะแนนจากการใช้อาวุธอากาศสู่พื้น เพื่อให้นักบินรบจากหน่วยบินต่างๆได้มาแข่งขันกันทำคะแนนหลังจากฝึกในพื้นที่ของตนเองมาแล้ว นอกจากจะเพื่อชิงรางวัลแล้วการแข่งนี้ยังเป็นการยกระดับฝีมือของนักบินที่เข้าร่วมกิจกรรมด้วย เพราะการบินด้วยเครื่องบินรบเป็นเรื่องยากนักบินจึงภูมิใจที่ได้บังคับมัน และเขาจะภูมิใจยิ่งขึ้นถ้าได้ประกาศศักดาให้เพื่อนร่วมกองทัพ ทั้งรุ่นเดียวกันและพี่น้องได้ทราบว่าตนเองก็มีฝีมือเป็นหนึ่ง ผู้ทำคะแนนได้ไม่ดีนักในปีนี้จะกลับมาล่าเหรียญและคะแนนอีกพร้อมความหวังว่าจะยกชั้นตัวเองให้เท่าหรือสูงกว่าเพื่อนได้ในปีถัดไป รายการแข่งที่จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่2ถึง20พฤศจิกายนนี้จึงไม่ใช่แค่การแข่งเพื่อทำคะแนนเท่านั้น เพราะวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือการเพิ่มขีดความสามารถของนักบินรบโดยใช้ศักดิ์ศรีและความภาคภูมิเป็นแรงบันดาลใจ เป็นสิ่งท้าทายที่นักบินทุกคนรอคอยให้มาถึงและจะมีเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้นก่อนทุกคนจะแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่แล้วกลับมาสางบัญชีแค้นกันใหม่ในปีหน้า

ผมถูกกองทัพอากาศเชิญให้เข้าร่วมสังเกตการณ์การฝึกใช้อาวุธในวันที่4กันยายนก็จริง แต่ต้องไปค้างคืนในฐานทัพอากาศตาคลีตั้งแต่เย็นวันที่3 เพื่อลองชุดจีสูท,หมวกนักบินและอุปกรณ์คือหน้ากากออกซิเจนให้พอดีจริงๆ จะได้ไม่มีปัญหาระหว่างบิน โดยเฉพาะหมวกบินนั้นสำคัญมากคือต้องพอดีจริงๆไม่หลวมจนน่ารำคาญเมื่อเคลื่อนไหว ไม่คับจนบีบใบหูและศีรษะจนอึดอัด และอาการจะหนักมากขึ้นจนถึงปวดศีรษะและคลื่นไส้เมื่อถูกเครื่องบินเหวี่ยงไปมา นักบินจึงให้ความสำคัญกับหมวกบินมาก

นักบินหลายนายได้หล่อโฟมรองในให้เข้ากับศีรษะตนเองโดยเฉพาะ และใช้หมวกใบเดียวนี้ไปเรื่อยๆไม่เปลี่ยนจนกว่าจะพัง เพราะผมเป็นคนรูปร่างค่อนข้างใหญ่เจ้าหน้าที่จึงต้องเสียเวลาปรับจีสูทอยู่นานกว่าจะพอดี กว่าจะได้หมวกบินที่พอดีเหมือนกันก็ใช้เวลานานเพราะศีรษะก็ใหญ่ตามตัว รวมเวลาปรับชุดจีสูทและลองหมวกบินหมดไปประมาณชั่วโมงครึ่ง หลังจากนั้นจึงใช้เวลาอีกชั่วโมงไปกับการทำความรู้จักเครื่องบินL39

เครื่องบินรบจากค่ายยุโรปตะวันออกเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ผมค่อนข้างจะไม่คุ้น เคยได้เห็นL39ใกล้ๆเมื่อห้าปีที่แล้วที่ตาคลีตอนมาบินกับF16กับอีกครั้งในวันเด็กเมื่อปีก่อนแล้วก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับมันเท่าไร จนกระทั่งได้รับเชิญนี่เองถึงได้มานั่งศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆและดูการบินของมันจากยูทูบด็อทคอม สิ่งทีได้เห็นคือL39เป็นเครื่องบินที่ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่บินด้วยท่าทางแปลกๆได้มากมายและความคล่องตัวสูง ถ้าจะเปรียบF16เป็นเล็กซัส เจ้าL39ก็น่าจะอยู่ประมาณโซลูนา วีออส

คุณขับมันไปทำงานได้เหมือนกันแต่เล็กกว่าและจุของได้น้อยกว่า กินน้ำมันก็น้อยกว่า เครื่องยนต์เดี่ยวเทอร์โบแฟนของมันส่งเสียงได้หนวกหูพอๆกับF16เพียงแต่ความเร็วยังไม่ถึงหนึงมัค ไม่มีสันดาบท้ายก็จริงแต่ก็เร็วพอแล้วกับการบินเรี่ยยอดไม้หลบเรดาร์แล้วเชิดหัวขึ้นใกล้ๆเป้า ก่อนจะหย่อนระเบิดลงแล้วบินต่ำแบบยุทธวิธี(Tactical)กลับฐาน ถึงความเร็วจะต่ำแต่ถ้านักบินฝึกมามากชั่วโมงพอและรู้จักใช้เทคนิกคการบินหลบเลี่ยง L39ก็ใช้สนับสนุนการรบภาคพื้นดินได้ดีและปลอดภัยพอๆกับเครื่องบินแบบเอนกประสงค์อื่นๆ ด้วยเหตุนี้เองนักบินกับเครื่องบินแบบนี้จึงต้องออกฝึกใช้อาวุธด้วยเพื่อจะได้มีความสามารถพออวดใครๆได้ว่าตนไม่เป็นรองใครและเอาตัวรอดได้เมื่อรบ

สภาพภายในห้องนักบินของL39โดยทั่วไปดูเรียบง่าย เหมือนกับมีแผงหน้าปัดกับเครื่องวัดต่างๆไว้พอจำเป็นเท่านั้น ไม่ใช่ระบบจอภาพดิจิตอลสมบูรณ์แบบ(Glass Cockpit)เหมือนF16รุ่นใหม่ล่าสุด นักบินในที่นั่งหน้าใช้อุปกรณ์และระบบช่วยเดินอากาศแบบพื้นๆ มีจอแสดงผลHUD(Head Up Display)ในกระจกใสตั้งอยู่บนสุดของแผงหน้าปัด แสดงค่าต่างๆเช่นระดับสูง,ทิศทาง,ความเร็วและอื่นๆเท่าที่นักบินต้องทราบระหว่างบิน ไม่มีจอโทรทัศน์แสดงภาพสำหรับนักบินที่หนึ่งแต่มีจอภาพเขียว -ดำดึงภาพจากหน้าเครื่องมาให้นักบินที่นั่งหลังเห็น วางตำแหน่งคันบังคับไว้กลางทั้งที่นั่งหน้าและหลังเหมือนเครื่องบินเล็กปกติ คันเร่งอยู่ซ้ายเหมือนกันทั้งหน้าและหลัง นักบินทั้งคู่สามารถบังคับเครื่องบินได้เหมือนกัน แต่ในการบินตามปกติหน้าที่นักบินจะเป็นของคนอยู่หน้าส่่วนครูการบินจะคอยควบคุมในที่นั่งหลัง ฝาครอบห้องนักบินที่เปิดออกข้างขวาแทนที่จะอ้าขึ้นทางด้านหน้า ทำให้ผมนึกถึงเครื่องบินสมัยสงครามโลกครั้งที่2ของเยอรมันแบบเมสเซอร์ชมิดท์ Me109

นักบินและช่างอธิบายให้ผมทราบถึงระบบการทำงานต่างๆเท่าที่จำเป็น คือหน้าปัดวัดแรงจีเป็นเข็มบอกอยู่ด้านซ้ายสุดของแผงระบบ อุปกรณ์เส้นขอบฟ้าจำลองเป็นวงกลมวางอยู่กลางด้านบน ความแปลกแตกต่างจากF16ชัดๆคือนักบินสามารถดึงห่วงนิรภัยสองห่วงตรงใกล้หว่างขาขึ้นได้เลยเมื่อต้องการสละเครื่อง ไม่ต้องเปิดสวิทช์ให้กลไกพร้อมทำงาน(armed)ก่อน อีกประการคือเมื่อสวมจีสูทแล้วนักบินเดินขึ้นเครื่องได้เลย ไม่ต้องมีเครื่องประกอบร่ม(harness)เพราะมันถูกประกอบพร้อมร่มไว้แล้วในเก้าอี้ นักบินหย่อนตัวลงไปแล้วดึงเข็มขัดสี่จุดขึ้นรัดตัว ปรับให้พอดีกับรูปร่างและการเคลื่อนไหวเสร็จเท่านั้นก็พร้อมบินได้ทุกท่า สละเครื่องได้ปลอดภัยพร้อมร่มชูชีพซึ่งจะกางออกหลังจากที่นั่งหลุดจากตัวนักบิน

เพราะเป็นเครื่องบินเล็กที่ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับF16ห้องนักบินของ L39จึงพลอยมีที่ว่างจำกัดไปด้วย มันไม่โอ่โถงเหมือนF16 ไม่มีอะไรที่เป็นอวกาศให้ดูมากมายเท่า มีช่องเครื่องปรับอากาศวางอยู่ขวามือเป็นท่อเล็กๆขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง1นิ้วยื่นออกมาให้ปรับได้เล็กน้อย ลมเย็นสบายพอให้นั่งได้แบบตัวแห้งสนิทตลอดชั่วโมงกว่าๆ เก้าอี้นักบินที่บังคับให้หลังตรงนั้นปรับความสูงได้เหมือนรถยนต์ด้วยสวิทช์ทางซ้ายด้านล่างของที่นั่ง จัดได้ว่าเป็นเครื่องบินรบที่นั่งสบายพอสมควรในเวลาจำกัดแค่ชั่วโมงกว่าๆ แต่จะสบายกว่านั้นอีกถ้าคุณเป็นคนตัวเล็กเพราะจะเหลือที่ว่างให้ขยับแข้งขาได้มาก ถึงจะเป็นเครื่องบินเจ็ตแต่L39ก็ทำความเร็วต่ำกว่าF5และF16แรงจีที่เครื่องเหวี่ยงเป็นปกติจึงอยู่ที่5ในขณะที่เครื่องบินตระกูลFทั้งหลายทำได้7-9จี

บทความตอนนี้เป็นการกล่าวอย่างกว้างๆถึงสมรรถนะของเครื่องบินและจุดประสงค์ของการฝึกซ้อม ตอนต่อไปจะเป็นรายละเอียดของปฏิบัติการตั้งแต่ก่อนออกบินจนถึงรูปแบบการปฏิบัติต่างๆ เช่นBasic Box Pattern การจัดหมู่บินทางยุทธวิธี(Tactical Formation)และอื่นๆ ซึ่งกองทัพอากาศบอกว่ายินดีให้เขียนถึงได้เต็มที่ครับ