วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

ค้าอาวุธก็รวยอยู่แล้ว แต่ทำไมต้องเถื่อน?(3)


ถ้าอเมริกันเข้าไปจมปลักในเวียตนามที่รับการสนับสนุนจากโซเวียตและจีนได้ กองทัพแดงของโซเวียตก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันได้ด้วยการติดอยู่ในอาฟกานิสถาน ในสงครามยืดเยื้อกับพวกมูจาฮิดีนที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯใน"ปฏิบัติการไซโคลน" ชื่อรหัสของโครงการช่วยเหลือทางทหารต่อต่างชาติแบบลับๆใหญ่ที่สุดของซีไอเอ ระหว่างปี1979-1989ที่กองทัพโซเวียตรุกรานอาฟกานิสถาน ด้วยเงินเริ่มต้นที่ปีละ20-30ล้านดอลลาร์ในปี1980แล้วเพิ่มเป็นปีละ630ล้านดอลลาร์ในปี1987 ด้วยจุดมุ่งหมายคือช่วยชาวอาฟกานิสถานและประเทศใกล้เคียงคือปากีสถาน ต่อต้านการแผ่อำนาจของโซเวียตรัสเซียเข้ามาในอาฟกานิสถาน ตามคำพูดของนายชบิกนิว เบรซินสกี้ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติในสมัยประธานาธิบดีเจมส์ เอิร์ล(จิมมี่) คาร์เตอร์ ในบันทึกถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯว่า"ตอนนี้แหละที่เราจะมอบสงครามเวียตนามให้พวกโซเวียต" ด้วยเรื่องที่ใครๆก็นึกออกคือการแย่งชิงน้ำมัน พอเบรซินสกี้ชงเรื่องเสร็จประธานาธิบดีคาร์เตอร์ก็ประกาศชัดเจนว่า"การรุกรานของโซเวียตต่ออาฟกานิสถานคือภัยคุกคามต่อสันติภาพใหญ่หลวงที่สุด นับแต่สงครามโลกครั้งที่2”

เมื่อคราวกองทัพโซเวียตยกเข้าสู่อาฟกานิสถานในเดือนธันวาคม1979 นั้น ทำให้เกิดความเชื่อว่าคงต้องการขยายเขตแดนลงล่างเพื่อยึดครองแถบนั้น ซึ่งจริงๆก็ไม่ผิดคือโซเวียตยังขาดท่าเรือเขตน้ำอุ่น และอีกประการคือต้องการแผ่อิทธิพลเข้าสู่ปากีสถานทางตะวันออกและอิหร่านทางตะวันตก ความเคลื่อนไหวของโซเวียตทำนักการเมืองอเมริกันทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตอยู่ไม่สุข เพราะถ้ายึดพื้นที่แถบอาฟกานิสถานซึ่งอยู่กลางระหว่างอิหร่านและปากีสถานได้ ก็หมายความว่ามีสิทธิ์ครอบครองแหล่งน้ำมันแถบนั้นทั้งหมดทั้งยังมีเมืองท่าเพื่อใช้ลำเลียงน้ำมันไปไหนก็ได้ด้วย

ปฏิบัติการไซโคลนเริ่มต้นในสมัยคาร์เตอร์ก็จริงแต่ก็ยังทำแค่ช่วยเหลือด้านเงินทองเท่านั้น ชาวอาฟกานิสถานยังต้องใช้ปืนเล็กยาวและอาวุธแบบหมู่ปืนเล็กสู้กับยานเกราะและเฮลิคอปเตอร์ของโซเวียต ชาวอาฟกันที่เป็นมูจาฮิดีน(กองทัพปลดปล่อยเพื่อเสรีภาพ)ยังล้มตายกันเป็นเบือจากการไล่ถล่มเอาข้างเดียวของผู้รุกราน โดยเฉพาะจากการครองอากาศด้วยเครื่องบินขับไล่และเฮลิคอปเตอร์ที่บินไปทำลายเป้าหมายได้รวดเร็ว

ไซโคลนมาเป็นเนื้อเป็นหนังเอาตอนประธานาธิบดีโรแนลด์ วิลสัน เรแกนรับตำแหน่ง เจ้าหน้าที่จาก"ฝ่ายกิจการพิเศษ"ของสำนักประมวลข่าวกลาง(ซีไอเอ)หลายคนถูกส่งเข้าอาฟกานิสถาน เพื่อฝึกและส่งอาวุธให้มูจาฮิดีนต่อต้านกองทัพแดง ถึงวุฒิสมาชิกชาร์ลี วิลสันจะเป็นที่รู้จักทั่วไปว่าเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาทั้งทุนและอาวุธให้มูจาฮิดีน แต่จริงๆแล้วตัวจักรสำคัญคือไมเคิล จี. วิคเกอร์สเจ้าหน้าที่หนุ่มในกองกำลังติดอาวุธของซีไอเอ ลูกน้องของกัสต์ อาฟราโคโทสหัวหน้าซีไอเอภูมิภาคตะวันออกกลางขณะนั้น ที่เดินเรื่องทุกอย่างตามความต้องการของวิลสันและเสนอแนะข้อมูลจากพื้นที่สู้รบให้ตลอด จนในที่สุดนายไมเคิล พิลส์บิวรี่ที่ปรึกษานโยบายกลาโหมยอมรับ และจัดหาขีปนาวุธพื้นสู่อากาศประทับบ่ายิง"สติงเกอร์"ให้ฝ่ายต่อต้านใช้ได้ ยังผลให้เฮลิคอปเตอร์โจมตีของโซเวียตถูกสอยร่วงไปมากกว่าครึ่งจนนักบินไม่กล้านำเครื่องขึ้น

แต่จะแค่ส่งอาวุธลับๆให้ชาวอาฟกันทำสงครามคงไม่พอ ต้องดึงปากีสถานมาเล่นด้วยโดยเสนอความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจให้แลกกับความช่วยเหลือด้านข่าวกรอง และการยอมเป็นตัวกลางให้ในหลายทาง ทั้งการกระจายทุน ใช้เส้นทางส่งอาวุธผ่านเข้าอาฟกานิสถาน ยอมให้ใช้พื้นที่ติดชายแดนเพื่อฝึกอาวุธและยุทธวิธีให้พวกมูจาฮิดีน เมื่อผลประโยชน์ลงตัวการทำงานก็ราบรื่น ประมาณว่ารัฐบาลปากีสถานฝึกอาวุธให้ฝ่ายต่อต้านได้ถึงแสนคนระหว่างปี1978ถึง1992 ซ้ำยังหนุนให้อาสาสมัครจากรัฐอาหรับอื่นๆเข้าช่วยชาวอาฟกันต่อต้านโซเวียตด้วย จนพบกับความสำเร็จในที่สุดเมื่อโซเวียตถอนทัพออกหมดอย่างเป็นทางการเมื่อ15กุมภาพันธ์ 1989

นอกจากส่งอาวุธร้ายแรงให้มูจาฮิดีนรบกับโซเวียตแล้ว สหรัฐฯยังให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและการทหารกับปากีสถานแบบสุดคุ้มด้วยโครงการช่วยเหลือแพคเกจแรก6ปี(1981-87) มูลค่ารวม3.2พันล้านดอลลาร์ แถมด้วยการขายเครื่องบินขับไล่F-16จำนวน40เครื่องให้ระหว่างปี1983-87ด้วยราคาเพียง1.2พันล้านดอลลาร์พร้อมออปชั่นเพียบ แพคเกจ6ปีที่สอง(1987-93)ตามมาด้วยมูลค่ารวมมากขึ้นเป็น4.2พันล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้แบ่งเป็นช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ2.28พันล้านด้วยดอกเบี้ยเพียง2-3เปอร์เซ็นต์ ในส่วนที่เหลืออีก1.74พันล้านคือเครดิตให้ปากีสถานซื้ออาวุธ คือถ้าไม่มีของใช้ก็ส่งให้ก่อนแล้วมีเมื่อใดค่อยเอาเงินมาวาง แล้วยังมีงบมหาศาลให้ปากีสถานไปฝึกอาวุธและขีปนาวุธสติงเกอร์ให้ใช้ยิงเฮลิคอปเตอร์โซเวียตด้วย อเมริกาขายอาวุธของตนให้ปากีสถานตรงๆแต่ถ้าไม่ได้เมด อิน ยูเอสเอ.แล้วอิสราเอลก็ทำหน้าที่เป็นตัวกลางตามเคย

พอเริ่มใช้ของแพงและให้ความช่วยเหลือปากีสถานเข้าไปด้วยงบประมาณก็ต้องเพิ่มขึ้น ตอนนี้แหละที่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐในสมัยประธานาธิบดีเรแกน อย่างชาร์ลี วิลสัน,กอร์ดอน ฮัมฟรีย์,เฟรด ไอเคิลและวิลเลียม เคซีย์เขามามีเอี่ยว ในฐานะเป็นคนไปเก็บข้อมูลและเจรจาเพื่อทำเรื่องขอเงินเพิ่มขึ้นทุกปี ด้วยการส่งเงินกับอาวุธเข้าอาฟกานิสถานและปากีสถานนี้เองที่ทำให้เกิดนโยบายต่างประเทศใหม่ขึ้นเรียกว่า"หลักการเรแกน"(Reagan Doctrine) ที่มีหลักอยู่ว่าสหรัฐฯจะสนับสนุนกองกำลังต่อต้านคอมมิวนิสต์ในที่อื่นๆด้วยอย่างลับๆ ทั้งกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในนิคารากัว,แองโกลาหรือที่ไหนก็ตามนอกจากอาฟกานิสถาน เพื่อขจัดอิทธิพลของโซเวียตแบบป่าล้อมเมือง เร่งเวลาให้สหภาพโซเวียตพังทลายเร็วขึ้น

การเล่นใต้โต๊ะของรัฐบาลเรแกนได้ผล เมื่อกองทัพโซเวียตถอนทัพจากอาฟกานิสถานด้วยสภาพแทบไม่ต่างจากอเมริกาที่สะบักสะบอมออกจากเวียตนามใต้ แต่หลังจากนั้นมหามิตรของอเมริกาได้อะไร?

พอกองทัพแดงถอนยวง สหรัฐฯก็ประพฤติแบบเดิมโดยไม่ยอมเสียมาตรฐาน ด้วยการตัดเงินช่วยเหลือที่เคยให้กับกุลบุดดิน เฮคมาตยาร์กับพรรคเฮซบี อิสลามีทันที ส่วนพวกผู้ลี้ภัยชาวอาฟกันในชายแดนปากีสถานที่เคยได้ทั้งเงินและปัจจัย4อเมริกาก็ไม่เหลียวแล ครั้นถึงเดือนตุลาคม1990ประธานาธิบดีจอร์จ บุช(พ่อ)ก็ปฏิเสธที่จะรับรองว่าปากีสถานไม่มีระเบิดนิวเคลียร์ คลื่นลูกที่ตามมากระหน่ำมหามิตรของอเมริการายนี้คือการตัดความช่วยเหลือต่อปากีสถานในแพคเกจที่2ที่เคยเสนอไว้ในปี1987 ตัดความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและทางทหารส่วนที่เหลือทั้งหมด แน่นอนว่าที่เคยบอกว่าจะลดแลกแจกแถมนั้นลืมสิ้น พวกนายทหารปากีสถานที่กำลังฝึกอยู่ในสหรัฐฯก็ถูกส่งกลับบ้านหมด

ถึงตรงนี้ใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง"Charlie Wilson's War”มาแล้ว คงมองภาพออกว่าความจริงกับเรื่องในหนังมันต่างกัน ขณะที่หนังพยายามบอกกับคนดูว่าอเมริกาเข้าไปในอาฟกานิสถานเพราะมนุษยธรรม วิลสันหาอาวุธให้มูจาฮิดีนรบกับโซเวียตเพราะทนเห็นพวกอาฟกันถูกไล่บี้ข้างเดียวไม่ไหว แต่ในความจริงก็คือเพื่อผลประโยชน์ของอเมริกาทั้งนั้น เพื่อจะได้ไล่พวกโซเวียตออกไปแล้วตนเข้าไปครอบครองตรงนั้นแทน และขณะนี้อเมริกาก็ยังติดพันอยู่ในอาฟกานิสถาน การที่ประธานาธิบดีโอบามาสั่งเพิ่มทหารอีกหลายหมื่นคือเครื่องยืนยันได้ดีว่าอเมริกาต้องอยู่ตรงนั้นยาว ถ้าไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวอ้างคือเร่งเผด็จศึกกับพวกทาลีบันและตามล่าโอซามา บิน ลาเด็น

ความช่วยเหลือตามปฏิบัติการไซโคลนของสหรัฐฯมีด้านเสียคือการสนับสนุนกุลบุดดิน เฮคมาตยาร์ ที่ปากีสถานอ้างว่าเป็นฝ่ายตนแต่จริงๆแล้วมีเบื้องหลังไม่สะอาด เขาเคยถูกประณามว่าสังหารฝ่ายมูจาฮิดีนสายอื่นๆและโจมตีพลเรือนไร้อาวุธ รวมทั้งถล่มกรุงคาบูลเสียราบเป็นแถบๆด้วยอาวุธอเมริกัน ทำคนตายและบาดเจ็บรวมสองพัน ที่หนักข้อกว่านั้นคือเฮคมาตยาร์ถูกร่ำลือหนาหูว่าสนิทกับบิน ลาเดนหัวหน้ากลุ่มอัล ไคดา ที่ต่อมากลายมาเป็นหอกข้างแคร่ของสหรัฐฯต้นเหตุของการโจมตี9/11 จนส่งผลต่อเนื่องให้สหรัฐฯส่งทหารเข้าไปในอิรักและอาฟกานิสถานถึงทุกวันนี้

ความก้าวร้าวของเฮคมาตยาร์ทำให้ประธานาธิบดีเซีย อุล ฮัคของปากีสถาน ถึงกับออกปากเตือนเอาตรงๆว่า"ถ้าปากีสถานสร้างเขาให้เป็นผู้นำอาฟกานิสถานได้ ก็ทำลายเขาได้เหมือนกันถ้าทำตัวนอกลู่นอกทาง" เพราะเงินทุนและอาวุธจากอเมริกาเช่นกันที่ทำให้เฮคมาตยาร์กล้าแข็งจนเป็นภัยต่อเสถียรภาพของปากีสถานในเวลาต่อมา ปลายทศวรรษ1980นายกรัฐมนตรีเบนาซีร์ บุตโตผู้ร้อนใจต่อความโอหังของเขายังต้องบอกประธานาธิบดีบุช(พ่อ)ว่า"ท่านนั่นแหละที่สร้างอสูรกายขึ้นมา" เมื่อเริ่มจะคุมกลุ่มของเฮคมาตยาร์ไม่อยู่

พอมีข่าวอื้อฉาวเรื่องที่ว่าสิ่งที่ตนถมลงไปนั้นชักจะกลายเป็นภัย สหรัฐฯก็แถลงว่าเงินทุนทั้งหมดถูกส่งให้ฝ่ายต่อต้านชาวอาฟกันจริงๆ และปฏิเสธว่าทุนก้อนนั้นไม่ได้ถูกส่งให้บิน ลาเด็นหรือพวกมูจาฮิดีนอื่นๆนอกประเทศอีกเลย ซึ่งตอนนั้นประมาณว่ามีชาวมุสลิม35,000คนจาก43ประเทศอิสลามเข้าไปช่วยชาวอาฟกันรบกับโซเวียตด้วยเงินสหรัฐฯ

จากกรณีของอิหร่าน-คอนทราและปฏิบัติการไซโคลนที่เน้นการค้าอาวุธและให้เปล่าอย่างลับๆ เราจึงทราบว่าการใช้ช่องทางอื่นเคลื่อนย้ายอาวุธนอกจากรัฐต่อรัฐตามปกตินั้นก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่อรัฐเป้าหมายได้ กรณีของสหรัฐฯกับปากีสถานนั้นชัดเจนว่าเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ เมื่อหมดประโยชน์ต่อกันแล้วก็ไม่มองหน้าทำตัวเหมือนคนอื่นไปทันที นักยุทธศาสตร์ของไทยเองก็ต้องเข้าใจเรื่องทำนองนี้ทะลุปรุโปร่งจึงเน้นนโยบายให้กองทัพไทยยืนบนขาตัวเองให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องมีทางเลือกอื่นได้มากกว่าการพึ่งพาระบบอาวุธและความช่วยเหลือจากสหรัฐฯกันอย่างเดียว

ตอนจบในฉบับหน้าคงจะใกล้ตัวเข้ามานิดกับเรื่องของวิคตอร์ บูท และการค้าอาวุธเถื่อนของเขาที่คงไม่ได้ใหญ่โตเหมือนสองกรณีแรก แต่ก็น่าศึกษาถ้าท่านอยากทราบว่าเขาทำอะไรมาก่อนที่จะถูกจับติดคุกอยู่ในเมืองไทย

ค้าอาวุธก็รวยอยู่แล้ว แต่ทำไมต้องเถื่อน?(2)


ดังที่กล่าวในตอนที่1แล้วว่าการค้าอาวุธสามารถกระทำได้ทั้งโดยรัฐและโดยเอกชนซื้อขายกันเอง ซึ่งอย่างหลังนั้นมักจะเถื่อนมากกว่าถูกกฎหมาย กรณีการค้าอาวุธที่ทำเอารัฐบาลสหรัฐฯสมัยประธานาธิบดีโรแนลด์ เรแกนเกือบพังไปนั้นเกิดขึ้นในช่วงปลายปี1986ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่ปกครองโดยพวกมุสลิมหัวรุนแรงไม่ลงรอยกัน สถานการณ์มาเลวร้ายลงอีกเมื่อกลุ่มมุสลิมชีอะเฮสบอลลาห์จับชาวอเมริกันเป็นตัวประกันหกคน จากทั้งหมด30คนที่จับไว้ระหว่างปี1982ถึง1992เพื่อแลกกับการปล่อยตัวสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายอัล-ดาวา ที่ถูกจับเพราะวางระเบิดรถบรรทุกในคูเวตเมื่อปี1983 ทางออกคือกลุ่มพลังอิหร่านสายกลางที่ได้แสดงตนชัดเจนว่าต่อต้านพวกอยาตอลลาห์โคไมนีที่ต่อต้านอเมริกาอยู่ จะเจรจาให้เฮสบอลลาห์ปล่อยตัวประกันเองด้วยข้อแม้ว่าต้องมีอาวุธหนักไว้ใช้และจะสถาปนาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐฯทันที หลังจากโคไมนีสิ้นลมแล้วกลุ่มตนขึ้นครองอำนาจ

ฝ่ายอเมริกันที่ความสัมพันธ์กับอิหร่านเสื่อมทรามลงมากในยุคหลังกษัตริย์ชาห์ เล็งเห็นความสำคัญของอิหร่านที่ยังน่าจะเอามาเป็นพวกให้ยันอิทธิพลของโซเวียตได้ การให้ความช่วยเหลือต่ออิหร่านซึ่งกำลังทำสงครามกับอิรักในตอนนั้นน่าจะช่วยให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศกระเตื้องขึ้นบ้าง แต่จะทำอย่างไรในเมื่ออิหร่านต้องการอาวุธแต่ยังติดที่นโยบายห้ามขายอาวุธให้อิหร่านของอเมริกา? ซึ่งจะไม่ขายให้กับกลุ่มของอยาตอลลาห์โคไมนีที่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์

ทำด้วยทางตรงไม่ได้ก็ต้องเล่นทางอ้อมด้วยการส่งอาวุธให้อิสราเอล ให้ขายอาวุธนั้นอีกต่อให้อิหร่านสายกลางเพื่อต่อรองกับเฮสบอลลาห์ อิสราเอลได้เงินมาก็จ่ายคืนให้สหรัฐฯแลกกับการให้อิหร่านเจรจาให้เฮสบอลลาห์ปล่อยตัวประกันอเมริกันทั้งหก ถ้าจะลำดับเหตุการณ์กันเป็นขั้นตอนก็คืออเมริกาไม่ได้ขายอาวุธ(คือจรวดต่อสู้รถถังTOW)ให้อิหร่านตรงๆ แต่ส่งอาวุธให้อิสราเอลซึ่งเป็นตัวกลาง กลุ่มพลังอิหร่านสายกลางได้อาวุธแล้วรับปากว่าจะพยายามเจรจาให้เฮสบอลลาห์ปล่อยตัวคนอเมริกัน จ่ายเงินให้อิสราเอลแล้วอิสราเอลเอาเงินนั้นมาจ่ายคืนสหรัฐฯอีกทอดดังนี้

ดูๆไปก็ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะอเมริกาทำทุกอย่างแบบเลี่ยงบาลี แต่เรื่องมาเละเทะเอาตอนที่พันโทนาวิกโยธินโอลิเวอร์ นอร์ธแห่งสภาความมั่นคงแห่งชาติเข้ามาปรับเปลี่ยนแผนร่วมกับพลเรือเอกจอห์น พอยท์เด็กซ์เตอร์รองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้กลายเป็นการขายตรงให้อิหร่านแลกกับการปล่อยตัวประกันโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของประธานาธิบดีเรแกน แล้วพร้อมกันนั้นยังเอาเงินค่าค้าอาวุธที่โก่งราคาขึ้นสูงลิ่วและอาจเข้ากระเป๋าใครบ้างก็ไม่รู้ ไปช่วยกบฏคอนทราที่กำลังรบพุ่งกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในนิคารากัว ประเทศในอเมริกากลางที่เป็นเหมือนหอกข้างแคร่จ่อซี่โครงสหรัฐฯ

นอร์ธทำเหมือนยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว คือน่าจะได้ปล่อยตัวประกันและได้ช่วยพวกคอนทราล้มรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่สหรัฐฯจะเข้าไปบงการได้อีก เข้าทำนองว่านายไม่ได้สั่งแต่ลูกน้องลุยเอง เมื่อนอร์ธและพอยท์เด็กซ์เตอร์มุ่งต่อสายตรงกับพวกมุสลิมสายกลางในคณะรัฐบาลแทนที่จะคุยกับกลุ่มการเมือง ด้วยความหวังว่าพวกนี้จะช่วยให้คนอเมริกันที่เหลือถูกปล่อยตัว

กระบวนการที่น่าจะขายอาวุธให้อิหร่านผ่านทางอิสราเอลตามที่ตกลงไว้แต่เดิม กลายมาเป็นขายตรงให้อิหร่านเลยโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของประธานาธิบดีเรแกน ด้วยการชงเรื่องของนอร์ธและพอยท์เด็กซ์เตอร์แห่งสภาความมั่นคง อาวุธถูกทยอยส่งให้อิหร่านจนหมดตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 1986 อิหร่านได้อาวุธแล้วจ่ายเงินจริงแต่ตัวประกันอเมริกันในมือเฮสบอลลาห์ยังไม่ถูกปล่อยตัวอีกสี่คน การเดินทางไปเจรจาซ้ำกับรัฐบาลอิหร่านโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯไร้ผล เมื่อเฮสบอลลาห์เรียกร้องให้อิสราเอลถอนกำลังจากที่ราบสูงโกลันแลกกัน ซึ่งอเมริการับเงื่อนไขนี้ไม่ได้

ทั้งที่กระบวนการค้าอาวุธนี้ต้องกระทำอย่างลับๆ แต่ข่าวก็รั่วออกมาได้จากปากของเมห์ดี ฮาเชมีผู้นำทางจิตวิญญาณฝ่ายโคไมนี ผ่านทางนิตยสารของเลบานอนคืออาช-ชิราที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่3พฤศจิกายน1986 เรื่องแดงขึ้นเมื่อเครื่องบินขนปืนขัดข้องแล้วตกลงในนิคารากัว ยูจีน ฮาเซนฟุสผู้มากับเครื่องบินแล้วถูกฝ่ายรัฐบาลนิคารากัวจับได้ ถูกนำมาแถลงข่าวแล้วให้ปากคำว่าเพื่อนร่วมงานอีกสองคนคือแม็กซ์ โกเมซกับรามอน เมดินานั้นทำงานให้ซีไอเอ ภายหลังฮาเซนฟุสกลับคำพูดว่าตัวเองก็ไม่มั่นใจว่าสองคนนั่นเป็นซีไอเอจริงหรือไม่

เรื่องเลวร้ายหนักขึ้นเมื่อรัฐบาลอิหร่านยืนยันเรื่องราวของอาช-ชิราที่เอาเหตุการณ์นี้มาเผย พอเป็นเช่นนี้ทั้งที่ตัวเองไม่รู้(หรืออาจจะรู้แต่ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นหลักฐานสาวถึงตัว) ประธานาธิบดีเรแกนก็ต้องแถลงข่าวจากห้องทำงานในทำเนียบขาวเมื่อวันที่13 พฤศจิกายน สรุปเนื้อความได้ว่าที่ขายอาวุธให้เพราะต้องการสานสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ด้วยข้อแม้อย่างเดียวคืออิหร่านต้องไม่สนับสนุนผู้ก่อการร้าย และต้องใช้อิทธิพลของตนในเลบานอนเพื่อให้ตัวประกันอเมริกันเป็นอิสระ

ถ้าประธานาธิบดีรับมาเช่นนั้นก็หมายความว่าขายอาวุธให้อิหร่านจริง แต่เรื่องคนของซีไอเอไปขนอาวุธให้พวกกบฏคอนทราในนิคารากัวล่ะจะว่าอย่างไร? ตรงนี้แหละที่ตอบยากในเมื่อพวกคอนทรานั้นจ้องล้มรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ครองอำนาจอยู่ชัดๆ ถ้ารับด้วยก็คือยอมรับว่าอเมริกาสนับสนุนการล้มรัฐบาลของชาติอื่นอย่างเปิดเผย ระหว่างวันที่21ถึง25พฤศจิกายน1986นั่นเองที่โอลิเวอร์ นอร์ธรื้อเอกสารทุกแผ่นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ"อิหร่าน-คอนทรา"ออกมาทำลายหรือเก็บซ่อน ด้วยเหตุผลที่นอร์ธให้การต่อศาลในปี1989ว่าเพื่อปกป้องชีวิตของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการอิหร่าน-คอนทรา ในที่สุดทั้งนอร์ธก็ถูกประธานาธิบดีปลดออกจากหน้าที่ ส่วนพอยท์เด็กซ์เตอร์ก็ลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภาความมั่นคงฯ

ประธานาธิบดีเรแกนตั้งคณะกรรมการที่มีอดีตวุฒิสมาชิกจอห์น ทาวเออร์เป็นหัวหน้า ขึ้นสอบสวนกรณีอิหร่าน-คอนทราโดยมีสมาชิกอีกสองคนคืออดีตรัฐมนตรีต่างประเทศเอ็ดมันด์ มัสกีกับอดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติเบรนท์ สโกว์ครอฟต์ เร่ิมปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่1ธันวาคมในชื่อว่า"คณะกรรมาธิการทาวเออร์" ด้วยจุดประสงค์คือเพื่อสืบสวนรายละเอียดในกรณีอิหร่าน-คอนทราและเพื่อศึกษาหาจุดอ่อนจุดแข็งของสภาความมั่นคงเมื่อตกอยู่ภายใต้สภาพกดดันด้วย หลังจากถูกตั้งขึ้นมาเมื่อปี1947และปฏิบัติงานร่วมกับประธานาธิบดีสหรัฐฯมาแล้ว8คน

เมื่อถูกคณะกรรมาธิการทาวเออร์ซักถึงบทบาทของตนอันเกี่ยวพันกับกรณีนี้ในวันที่2ธันวาคม1986 เรแกนตอบว่าจำไม่ได้ว่าอนุญาตให้ลูกน้องดำเนินการไปตามที่เป็นข่าวหรือไม่ แต่ปรากฎรายละเอียดในหนังสืออัตชีวประวัติของตนเองชื่อAmerican Lifeว่าเขาสั่งให้ส่งอาวุธไปอิสราเอลจริง ซึ่งก็ไม่แปลกที่เขาเห็นชอบให้ส่งอาวุธให้อิสราเอลในเมื่อเรแกนไม่ได้สั่งให้ขายตรงให้อิหร่าน ประมาณว่านอร์ธและพอยท์เด็กซ์เตอร์เป็นหนังหน้าไฟในเมื่อประธานาธิบดีปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นการขายตรงแล้วเอาเงินไปหนุนกบฏในนิคารากัว

การค้าอาวุธของอเมริกากับอิหร่านนั้นถึงไม่ใช่การขายของเถื่อนก็ใกล้เคียง เพราะทำระหว่างที่ตัวเองยังแทรกแซงอิหร่านอยู่แม้จะเพื่อช่วยตัวประกัน และอีกทางคือเพื่อสานสัมพันธ์กับอิหร่านซึ่งเสื่อมทรามลงในยุคของโคไมนี เป็นการกระทำแบบ"เลี่ยงบาลี"ในเมื่อสหรัฐฯยังขายอาวุธให้รัฐบาลอิหร่านไม่ได้แต่ก็ขายผ่านอิสราเอล แม้ในภายหลังจะขายตรงให้กลุ่มการเมืองที่ต่อต้านผู้ครองอำนาจขณะนั้นคือโคไมนีและกลุ่มมุสลิมชีอะหัวรุนแรงก็ตาม แต่ที่มาเป็นเรื่องก็คือเงินกำไรที่ได้จากการขายอาวุธนั้นถูกใช้ไปเพื่อสนับสนุนสงครามกลางเมืองในนิคารากัว เพื่อล้มรัฐบาลให้สหรัฐได้เข้าไปควบคุมจะได้เป็นบริวารในแบบที่ตนต้องการ ไม่ต้องหวั่นว่าจะมีประเทศคอมมิวนิสต์มาจ่อคอหอยให้เสียวเล่นเหมือนครั้งวิกฤติการณ์คิวบาในสมัยประธานาธิบดีเคนเนดี้

อาวุธจึงถูกใช้ได้ทั้งเพื่อทำลายโดยตรงและเป็นเครื่องมือเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เช่นในกรณีอิหร่าน-คอนทรานั้นอาวุธถูกส่งและมีผู้รับที่ปลายทางชัดเจน แต่ความเปลี่ยนแปลงกลับไม่ได้เกิดจากการใช้อาวุธนั้นในเมื่อมันถูกใช้เพื่อต่อรองมากกว่าเพื่อทำลายกองทัพข้าศึก หากจะถามว่าเถื่อนหรือไม่นั้นตอบได้ว่าน่าจะเข้าข่ายเถื่อน ในเมื่อขณะนั้นอิหร่านกำลังถูกแทรกแซงห้ามชาติใดๆขายอาวุธให้ อเมริกามาขายเสียเองอย่างนั้นคงจะเรียกว่าถูกกฎหมายไปไม่ได้

ในตอนต่อไปจะเป็นเรื่องการส่งอาวุธแบบลับๆจากสหรัฐฯให้มูจาฮิดีนทำสงครามกับโซเวียต ครั้งที่ฝ่ายหลังส่งกำลังทหารเข้ารุกรานอาฟกานิสถาน น่าสนใจเพราะเป็นการทำสงครามด้วยอาวุธใต้ดินที่พลิกผันขนาดทำเอากองทัพแดงต้องถอนตัวและโซเวียตล่มสลาย ถ้าการขนอาวุธในกรณีอิหร่าน-คอนทราทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ยิง การต่อสู้ของพวกมูจาฮิดีนด้วยอาวุธสัญชาติสหรัฐฯนี่แหละคือผลพวงโดยตรงของการลักลอบขนอาวุธ เพราะถล่มกันจริงๆจนพลิกผลของสงครามได้ด้วยอาวุธเถื่อน!