วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

i Podออกสนามรบ




บริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ที่เกิดจากการหัวคิดของสตีฟ จ็อบส์ คือผู้นำด้านคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่ตีคู่มากับไมโครซอฟต์ของบิล เกทส์ สร้างชื่อเสียงเริ่มแรกด้วยคอมพิวเตอร์แอปเปิล ได้เครื่องหมายการค้าจากลูกแอปเปิลที่ใช้กัดกินแล้ววางไว้ข้างคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันไม่มีใครไม่รู้จักไอโฟนและไอโฟน3จีสินค้าอินเทรนด์ที่กำลังทำตลาดในแวดวงโทรศัพท์เคลื่อนที่ของแอปเปิล จากรูปทรงทันสมัยใช้งานง่ายด้วยการสัมผัสไอคอน เป็นโทรศัพท์ฉลาดที่เป็นได้มากกว่าโทรศัพท์โทรเข้า/ออก มีแอพพลิเคชั่นให้ดาวน์โหลดมากมายจนกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น รวมทั้งเป็นเครื่องมือนำทางด้วยชิปรับสัญญาณจีพีเอสในตัว
แต่ก่อนจะมาเป็นไอโฟนผู้นำเทรนด์ในปัจจุบัน ยังมีสินค้าอีกตัวหนึ่งที่มาก่อนและได้ถูกทดลองใช้แล้วในกองทัพสหรัฐฯ มันคือไอพ็อด(iPod)อุปกรณ์เพื่อจัดเก็บไฟล์เพลงได้เป็นพันๆเพลงในหลายระดับความจุหน่วยความจำ ดูวิดีโอได้ ฟังเพลงได้ เป็นออร์แกไนเซอร์ช่วยจัดระเบียบไฟล์งานของคุณก็ได้ และในปัจจุบันนี้กองทัพบกสหรัฐฯกำลังพยายามจะนำเครื่องมือขนาดเล็กกว่าฝ่ามือนี้ไปใช้ในสนามรบ ไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลินของทหารแต่เพื่อให้รบได้ง่ายขึ้นและชนะเร็วขึ้น ลดการสูญเสียกำลังพล!
นับแต่ไอพ็อดออกสู่ตลาดเมื่อ23ตุลาคม 2001 มันกลายเป็นผู้นำในเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งด้านความบันเทิงและใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยความหลากหลายในหน้าที่ของเครื่องมือเล็กจิ๋วนี้กองทัพสหรัฐฯจึงให้ความสนใจ ด้วยความคิดว่าน่าจะมีอะไรในไอพ็อดที่จะช่วยหน่วยรบภาคพื้นดินให้รบได้ง่ายขึ้น บริษัทVcom 3D Incจึงถูกเลือกเข้ามาพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้กับไอพ็อดเพื่อการทหารโดยเฉพาะ ซอฟต์แวร์ตัวที่ว่านี้คือ Vcommunicater Mobile ด้วยไอพ็อดและวีคอมมิวนิเคเตอร์ฯมีคุณประโยชน์มหาศาลทั้งด้านการสงวนชีวิตกำลังพล นำทาง แม้แต่การแกะรอยกองกำลังข้าศึกทั้งในอิรักและอาฟกานิสถาน
ขณะนี้ไอพ็อดกับวีคอมมิวนิเคเตอร์ฯ700ชุดได้ออกปฏิบัติงานสนามพร้อมทหารราบแล้ว จุดเด่นคือมีถ้อยคำและประโยคต่างๆในภาษาอาหรับ,ภาษาเคิร์ดและภาษาปาชตูนบรรจุอยู่300ชุด พร้อมรูปแสดงท่าทางประกอบ เพียงพอให้ทหารสื่อสารกับใครก็ตามที่พูดภาษาดังกล่าวได้โดยเขาเหล่านั้นไม่ต้องเข้าใจภาษาอังกฤษ ถ้าอ่านหนังสือไม่ออกเพราะไม่ได้เรียนก็ไม่เป็นไร มีลำโพงเล็กติดเครื่องให้ส่งเสียงเป็นภาษาถิ่นได้ด้วย บอกได้ตั้งแต่วลีง่ายๆอย่าง”หยุด...ยกมือขึ้น”ไปจนถึงเป็นประโยคที่ค่อนข้างซับซ้อนในภาษานั้นๆ
พร้อมกันนี้ยังแสดงภาพในจอเป็นท่าทางต่างๆ เพื่อทำให้บอกชาวถิ่นในระยะไกลเมื่อสื่อสารด้วยคำพูดหรือตัวอักษรไม่เข้าใจ ไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดเพราะไอพ็อดทหารมีเครื่องชาร์จแบตฯด้วยพลังแสงอาทิตย์ติดเป้ไว้พร้อม เพราะทหารอเมริกันชอบพกไอพ็อดไว้คลายเครียดอยู่แล้วจึงไม่ยากที่จะนำมันเข้าสนามรบด้วยในซองกันน้ำ การมีซอฟต์แวร์วีคอมมิวนิเคเตอร์ฯมาดาวน์โหลดลงเครื่องจึงไม่ยาก ดาวน์โหลดเสร็จฝึกการค้นหาคำต่างๆเพื่อความคุ้นเคยด้วยตัวเองอีกวันครึ่งวันก็พร้อมออกศึก ทหารที่เคยมีประสบการณ์กับไอพ็อดประกอบซอฟต์แวร์ตัวนี้มาแล้วบอกว่ามันลดความสับสนได้ และเพิ่มความร่วมมือในหมู่ชาวพื้นเมืองที่ไม่พูดภาษาอังกฤษได้มาก ทำให้การตรวจค้นหรือค้นหาเป้าหมายราบรื่นขึ้นกว่าแต่ก่อนซึ่งทหารไม่สามารถสื่อสารได้หากไม่กางคู่มือหรือต้องอาศัยท่าทางที่พูดกันจนเมื่อยมือ
ทั้งที่ในตลาดปัจจุบันมีเครื่องเก็บและเล่นไฟล์MP3อยู่หลายแบรนด์แต่ทำไมต้องเป็นไอพ็อด? คำตอบง่ายนิดเดียวคือเพราะวีคอมมิวนิเคเตอร์ถูกพัฒนาให้ใช้มานานแล้วในรูปแบบพลเรือน เฉพาะกับไอพ็อดรุ่นมาตรฐานและไอพ็อดนาโน(รุ่นเล็ก) เพื่อให้ใช้งานได้หลากหลายขึ้นนัยว่าเพื่อขยายตลาด วีคอมมิวนิเคเตอร์ฯจึงถูกพัฒนาให้ใช้งานกับไอโฟนและไอพ็อด ทัชด้วยในปัจจุบัน ทำของให้พลเรือนใช้อยู่แล้วถ้าจะทำให้ทหารใช้อีกก็ไม่เห็นจะยาก
เออร์นี่ ไบรท์ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการและจัดการผลิตภัณฑ์แห่งวีคอมมิวนิเคเตอร์ฯกล่าวว่า”ทั้งไอโฟนและไอพ็อด ทัชคือเครื่องช่วยให้วีคอมมิวนิเคเตอร์ทำงานได้อ่อนตัวและแพร่หลายมากขึ้น คุณสมบัติที่นับว่าดีมากของวีคอมมิวนิเคเตอร์ฯคือมันใช้ง่าย ไม่ต้องฝึกฝนนาน ทหารสนุกเมื่อใช้มันเพราะน้ำหนักไอพ็อดน้อยไม่เพิ่มภาระให้เครื่องหลังที่แต่ละคนต้องแบกหนักถึง30กว่ากิโล แค่ให้พวกเขาดาวน์โหลดวีคอมมิวนิเคเตอร์แล้วทุกอย่างก็จบ ตอนผมไปบรรยายทหารยังพยายามถามผมเป็นคำพูดและท่าทางแบบภาษาอาหรับจากเจ้าเครื่องนี้ด้วยซ้ำ”
กองพลภูเขาที่10คือหน่วยรบแรกที่ทดสอบไอพ็อดทหาร เพื่อประเมินผลก่อนจะพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพภารกิจยิ่งขึ้นและทำโครงการใหญ่กว่าในอนาคต ความจริงคือมันเริ่มต้นจากแนวความคิดมาเป็นรูปธรรมและใช้ในอิรักกันเลยนาน10เดือนแล้ว ทั้งสี่เหล่าทัพของสหรัฐคือท.บ.,ท.อ.,ท.ร.และน.ย.ต่างใช้ไอพ็อดกันทั่วหน้าแต่ที่คิดจะเอามาใช้รบกันจริงๆจังๆคือท.บ. รวมทั้งหน่วยรบสำคัญในอิรักคือกองพลส่งทางอากาศที่82”ออลอเมริกัน” และกองพลทหารราบที่4
เมื่อพูดถึงบริษัทวีคอม3ดีแล้วบริษัทนี้ไม่ใช่มือใหม่ เพราะถนัดเรื่องการสร้างกราฟิคและวางระบบการสื่อสารมานานโดยเฉพาะการสื่อสารด้วยภาพทั้งนิ่งและเคลื่อนไหว ด้วยความสามารถเฉพาะทางอันเป็นที่รู้จักนี้เองจึงถูกกองทัพเลือกใช้ให้พัฒนาเครื่องช่วยสื่อสารสำหรับภารกิจในตะวันออกกลาง เมื่อไอพ็อดคืออุปกรณ์สื่อสารหนึ่งที่ทหารอเมริกันเกือบทุกชั้นยศใช้เพื่อความบันเทิงกันอยู่แล้ว จึงง่ายที่จะสร้างซอฟต์แวร์ประกอบให้ทหารพกพาไปรบด้วย
วีคอมมิวนิเคเตอร์ติดไอพ็อดช่วยรักษาชีวิตทหารอเมริกันไว้ ด้วยการสื่อสารที่เข้าใจง่ายกับชาวท้องถิ่น ช่วยให้ทหารอเมริกันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมอันแตกต่างได้ง่าย และรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากเพื่อจะได้ปฏิบัติภารกิจหลักคือการค้นหาและทำลายหรือควบคุมตัวโดยไม่ต้องพะวง การทำหน้าที่ในอิรักและอาฟกานิสถานไม่เหมือนกับการประจำการในเยอรมนี ที่ทหารสามารถเดินออกจากฐานไปดื่มเบียร์แล้วคุยสรวลเสเฮฮากับคนในละแวกนั้นพร้อมกับเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นได้
ชาวอิรักและอาฟกานิสถานระวังตัวเองมากกว่านั้นโดยส่วนหนึ่งยังมองอเมริกันอย่างไม่ไว้ใจ ในฐานะผู้ยึดครองที่สร้างความเสียหายให้ชีวิตและทรัพย์สินของตน กราฟิคบนจอแสดงท่าทางการทักทายทำให้ทหารสื่อสารกับชาวบ้านได้อย่างสนิทใจยิ่งขึ้น เมื่อเขากดปุ่มบนไอพ็อดแล้วพบภาพทหารเอามือทาบตรงหัวใจก่อนกล่าวคำสวัสดีเป็นภาษาถิ่น หรือสื่อสารได้เข้าใจมากกว่าเดิมเมื่อต้องการให้หยุดแล้วเอาฝ่ามือมาประกบกันพร้อมกับพูดบอก
สำหรับประโยคยาวๆและยากที่จะจำหรือพูด ลำโพงจากไอพ็อดก็ดังพอที่จะบอกอีกฝ่ายถึงความต้องการของทหาร หรือจะต่อสายเขาลำโพงใหญ่หลายพันวัตต์เพื่อกระจายเสียงให้ชุมชนทราบก็ยังได้ ในระยะประชิดถ้าทหารขี้เกียจจะพูดเขายังเรียกคนที่พบให้เข้ามาอ่านข้อความบนไอพ็อดเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันได้ นี่คือหนึ่งในหลายๆวิธีที่จะสื่อสารกับคนท้องถิ่นด้วยไอพ็อดและซอฟต์แวร์วีคอมมิวนิเคเตอร์ฯ
ส่วนภารกิจไล่ล่าที่ต้องการบรรยายรูปพรรณสัณฐานของผู้ต้องหาในเหตุต่างๆ เช่นลอบสังหาร,วางระเบิด รูปถ่ายหน้าตรงของเป้าหมายซึ่งดาวน์โหลดลงไอพ็อดก็จะช่วยได้เพียงยื่นมันให้คนที่คิดว่าจะรู้จักได้เห็น มันง่ายกว่าการบอกเล่า สะดวกกว่าการทำท่าทางหรือสเก็ตช์รูปให้ดูซึ่งต้องใช้ความชำนาญสูง ผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจนำสู่การจับผู้ต้องหาผิดตัวจนสร้างความเข้าใจผิดลุกลาม กลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติได้ในพริบตา ทหารเพียงแต่แสดงรูปบนไอพ็อดกับคนที่อยากจะถาม ถ้ารู้จักก็จะถามตำแหน่งว่าอยู่ตรงไหนพร้อมแสดงแผนที่ดาวเทียมที่ดาวน์โหลดไว้พร้อมให้ดู แหล่งข่าวเพียงแต่ชี้และอธิบายอีกเล็กน้อยเท่านั้นทีมล่าก็จะตามแผนที่ไปสู่เป้าหมายได้โดยง่าย(ถ้าชี้ถูกทางและไม่ใช่กลลวงให้ไปตายทั้งทีม)
ทั้งไอพ็อดและซอฟต์แวร์วีคอมมิวนิเคเตอร์โมไบล์นี้ คืออีกหนึ่งในความพยายามรีดเค้นประสิทธิภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศของพลเรือนที่นิยมในกองทัพสหรัฐฯมาใช้ช่วยรบให้มากที่สุด ด้วยผลลัพธ์คือรบง่ายกว่าเดิมและที่สำคัญคือเพื่อลดการสูญเสียกำลังพล ด้วยแนวความคิดว่าดึงเอาของที่ใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วมาประกอบกับเฟอร์นิเจอร์ใหม่ที่ลงตัวได้เหมือนต่อจิ๊กซอว์
หากจะพูดให้ง่ายเข้าก็คือกองทัพสหรัฐฯช่างสังเกต แล้วหยิบเอาของใช้ประจำวันของทหารมาดัดแปลงเป็นเครื่องช่วยรบนั่นเอง

Ejection seat เก้าอี้เพื่อสุขภาพ




เก้าอี้ตามชื่อเรื่อง ไม่ใช่เก้าอี้เข็นคนไข้ในโรงพยาบาลหรือเก้าอี้นวดหยอดเหรียญตามห้าง แต่มันเป็นเก้าอี้เหล็กในเครื่องบินรบเจ็ตที่นักบินใช้ดีดตัวหนีตายเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจนบังคับเครื่องต่อไปไม่ได้แล้ว เก้าอี้ดีดตัว(ejection seat)ที่มีอยู่ในเครื่องบินเจ็ตทุกเครื่องปัจจุบันนี้ มีวิวัฒนาการยาวไกลมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่1ไม่กี่ปี แม้สองพี่น้องตระกูลไรท์และนักสร้างเครื่องบินรุ่นต่อมาจะสร้างเครื่องบินได้หลายแบบ แต่นักบินทหารในสงครามโลกครั้งที่1บางส่วน ยังคงยึดความคิดว่าจะเสื่อมเสียเกียรติอย่างมากถ้าโดดหนีตายจากเครื่องบิน มีหลายนายที่ขึ้นบินโดยไม่พกร่มชูชีพ ความเร็วของเครื่องบินตอนนั้นยังช้าเกินกว่าจะมีคนคิดถึงเก้าอี้ดีดตัวกันอย่างจริงจัง กว่าจะตัดสินใจสร้างกันเป็นเรื่องเป็นราวก็เริ่มเอาเมื่อสงครามโลกครั้งที่1สงบ พัฒนาต่อกันมาถึงกลางสงครามโลกครั้งที่2และต้นสงครามเย็น นักบินที่ใช้มันอาจจะสุขภาพไม่ดีขึ้นก็จริงแต่ก็ยังรอด
เทคโนโลยีเจริญขึ้นเครื่องบินก็บินเร็วขึ้น ถ้าเครื่องยนต์ถูกพัฒนาให้แรงขึ้นได้นับแต่วันที่เครื่องบินเครื่องแรกบินได้ มันก็น่าจะแรงกว่าเดิมได้อีกในอีก20-30ปีข้างหน้า ยิ่งเครื่องแรงนักบินก็ยิ่งหนีเอาตัวรอดได้ยากเมื่อต้องสละเครื่อง
เก้าอี้เพื่อสุขภาพ(หรือเพื่อชีวิต)ของนักบินตัวแรกของโลกจึงเกิดขึ้น จากความคิดของเอฟเวอราร์ด คาลธรอป นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษผู้คิดค้นร่มชูชีพซึ่งได้จดสิทธิบัตรเก้าอี้ดีดตัวด้วยอากาศอัดแรงดันสูงเป็นคนแรก ต่อมาไม่กี่ปีมันได้ถูกพัฒนาให้ดีกว่าเดิมด้วยฝีมือของอานาสตาเซ ดราโกมีร์นักประดิษฐ์ชาวโรเมเนีย ทดสอบจนใช้งานได้เมื่อ25สิงหาคม1929ในสนามบินออร์ลีกรุงปารีส เขาจดสิทธิบัตรเอาไว้ที่สำนักจดทะเบียนสิทธิบัตรกรุงปารีสเมื่อ2เมษายน 1930(สิทธิบัตรหมายเลข678566) แต่ยังไม่มีบริษัทสร้างเครื่องบินไหนซื้อลิขสิทธิ์ไปผลิต เพราะตราบใดที่นักบินยังปีนออกจากค็อกพิตได้สบายๆก็ไม่เห็นจะต้องพึ่งพาเก้าอี้ดีดตัวให้ยุ่งยาก น้ำหนักก็มากแถมยังใช้ลมขับเคลื่อนอีกซึ่งยังถือว่าใหม่เหลือเกินสำหรับนักบินและวิศวกรในสมัยนั้น
กว่าจะพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันกับความคิดได้ก็ล่วงเลยถึงสงครามโลกครั้งที่2ระเบิด เครื่องบินขับไล่ใบพัดเดียวทำความเร็วได้500-700ก.ม./ช.ม.แล้วเมื่อฮิตเลอร์เปิดฉากรุกรานโปแลนด์ แรงลมและแรงเหวี่ยงหนีศูนย์(แรงG)มากพอที่จะทำให้นักบินบาดเจ็บหรือตาย หากโดดออกไม่ไกลพอจนถูกแรงลมพัดไปฟาดกับแพนหาง หรือถ้าเคราะห์ร้ายดึงร่มเร็วเกินไปสายลมอาจพันกับตัวเครื่องจนร่วงพื้นพร้อมเครื่องบินเสียชีวิตได้เช่นกัน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่2จึงมีบริษัทผู้สร้างเครื่องบินรายใหญ่ๆ สองบริษัทที่พัฒนาเก้าอี้ดีดตัวอย่างจริงจังแต่แยกกันทำงานคือไฮน์เกลของเยอรมนีและซาบของสวีเดน ที่พัฒนาเก้าอี้ดีดตัวตามแนวความคิดใช้อากาศอัด ไฮน์เกลทำเสร็จก่อนเพราะเยอรมันกำลังเร่งรุกไล่ประเทศคู่สงคราม แล้วบรรจุเก้าอี้ดีดตัวระบบอากาศอัดของตนลงในเครื่องบินเจ็ตต้นแบบรุ่นHe 280 และใช้เก้าอี้ดีดตัวแบบแรกด้วยในปี1940 เฮลมุท เชงค์คือนักบินทดสอบคนแรกของเยอรมันเช่นกันที่ได้ใช้เก้าอี้ดีดตัว เมื่อพื้นบังคับ(ปีกเล็กแก้เอียง,แพนหางตั้งและดิ่ง)ของเครื่องถูกน้ำแข็งจับจนบับคับเครื่องบินไม่ได้ในวันที่13มกราคม 1942
ส่วนทางสวีเดนที่ใช้อากาศอัดเช่นกันนั้นเริ่มทดสอบเมื่อปี1941 อีกแบบซึ่งใช้แรงระเบิดขับดันเก้าอี้จากดินปืนเป็นฝีมือของบริษัทโบฟอร์สที่มาสำเร็จและทดสอบในปี1943เพื่อจะใช้กับเครื่องบินซาบ21 แต่เก้าอี้ที่ได้ใช้งานจริงๆกลับเป็นซาบ17ที่ทดสอบเมื่อ27กุมภาพันธ์1944 นักบินของสวีเดนได้มีประสบการณ์ตรงกับเก้าอี้ดีดตัวรุ่นแรกนี้ในปฏิบัติการจริงเมื่อ29กรกฎาคม1946 ในอุบัติเหตุชนกันกลางอากาศระหว่างเครื่องบินชาติเดียวกันคือเจ21และเจ22 ผลคือนักบินรอดทั้งคู่เพราะเก้าอี้ดีดตัวรุ่นใช้งานนี้มีอุปกรณ์นิรภัยพร้อม
ย้อนกลับมาทางด้านเยอรมนีในปี1944 เครื่องบินขับไล่เจ็ตของไฮน์เกลรุ่นเอชอี162”โฟล์คชทวร์ม”ดูเหมือนจะไปได้ไกลกว่าสวีเดนตรงที่ใช้เก้าอี้ระบบคล้ายคลึงปัจจุบัน คือพุ่งขึ้นด้วยแรงดันแก๊ซจากดินระเบิด ตัวเก้าอี้เลื่อนขึ้นตามรางด้วยลูกล้อหลังพนัก ดูกันตามสภาพแล้วไม่น่าจะให้นักบินปีนแล้วโดดเองเลยเพราะเครื่องยนต์เจ็ตอยู่เหนือห้องนักบินพอดี มีสิทธิ์ถูกดูดเข้าไปตายคาเครื่องยนต์ตัวเองถ้าไม่ดีดให้ห่าง ช่วงสงครามใกล้สงบเครื่องบินรุ่นปลายๆของเยอรมันต่างติดตั้งเก้าอี้ดีดตัวชนิดนี้เป็นแถว ทั้งดอร์นีร์ โด-335”ฟีล”,เมสเซอร์ชมิตต์ เอ็มอี-262”ชวัลเบ”และเอ็มอี-163”โคเม็ต”
สภาพการณ์เป็นไปดังคาดเอาไว้จริงๆ เครื่องบินรบทำความเร็วสูงขึ้นได้จนใกล้ทะลุกำแพงเสียง ดาวรุ่งพุ่งแรงด้านนี้กลับไม่ใช่สวีเดนและเยอรมนีที่นำแนวคิดของนักประดิษฐ์ชาวโรมาเนียมาพัฒนา ชื่อที่ต่อมาเป็นที่คุ้นหูของนักบินขับไล่ทั่วโลกกลับกลายเป็นของเซอร์เจมส์ มาร์ติน และบริษัทของเขาคือมาร์ติน เบเคอร์ที่ผลิตเก้าอี้ดีดตัวให้เครื่องบินรุ่นแล้วรุ่นเล่าของค่ายตะวันตกมาตลอด เริ่มต้นด้วยแบบดีดตัวลงล่างแทนที่จะพุ่งขึ้นบนเหมือนปัจจุบัน ก่อนจะพัฒนามาเป็นรูปแบบต่างๆทั้งดีดเก้าอี้ตัวเดียวและดีดได้ทั้งค็อคพิตแบบยกลอยทั้งยวง ปัจจุบันมาร์ติน-เบเคอร์คือเก้าอี้ดีดตัวที่ดีที่สุดที่ได้รับความไว้วางใจ ให้ประกอบเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ๆรวมทั้งเอฟ16และยาส39”กริปเปน”ที่จะเข้าประจำการในท.อ.ไทย
ระบบเก้าอี้มาร์ติน-เบเคอร์สมบูรณ์แบบประกอบเครื่องบินทดสอบ ขึ้นบินครั้งแรกเมื่อ24กรกฎาคม 1946 นักบินผู้โชคดีคือเบอร์นาร์ด ลินช์ผู้ดีดตัวออกจากเครื่องบินกลอสเตอร์ มีทีออร์ มาร์ค3 ถัดมาคือ17สิงหาคมปีเดียวกันจ่าสิบเอกลาร์รี่ แลมเบิร์ตแห่งสหรัฐฯก็ดีดตัวตาม แล้วหลังจากนั้นเครื่องบินรบโดยเฉพาะเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินโจมตีทั้งอังกฤษและอเมริกันทุกแบบต่างต้องติดตั้งเก้าอี้ชนิดนี้
เก้าอี้ดีดตัวใช้งานจริงยุคแรกๆจะใช้เชื้อเพลิงแข็งยิงตัวนักบินออกไปพร้อมเก้าอี้ ด้วยการจุดระเบิดในท่อติดหลังที่นั่งให้เก้าอี้และนักบินพุ่งออกไปตรงๆเหมือนกระสุน พอความเร็วเครื่องบินสูงขึ้นตามเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด วิธียิงตัวนักบินพ้นเครื่องแบบนี้ก็เริ่มไม่เหมาะสมเพราะนักบินอาจลอยไม่พ้นตัวเครื่อง และความแรงของระเบิดอาจทำให้กระดูกสันหลังหัก การใช้เครื่องยนต์จรวดจึงเข้ามาแทนที่ในช่วงทศวรรษที่1960กับเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง เพื่อให้ดีดได้ไกลกว่าและนุ่มนวลกว่ารวมทั้งปลอดภัยกับตัวนักบิน ถึงจะคิดเอาไว้เผื่อให้ดีดตัวได้ในความเร็วเหนือเสียง แต่ในสภาพจริงนักบินมักจะดีดตัวกันที่ความเร็วต่ำกว่าเสียงเป็นส่วนใหญ่ หลังจากพยายามบังคับเครื่องกันสุดความสามารถและดีดตัวออกเมื่อตระหนักว่าควบคุมเครื่องบินไม่ได้แล้วเท่านั้น
วัตถุประสงค์ของเก้าอี้ดีดตัวแท้ๆคือเพื่อให้นักบินรอด คำว่า”รอด”ก็คือยังมีชีวิตอยู่โดยอาจมีอาการไม่ปกตินักหลังจากใช้มัน มีหลายรายที่แข้งขาหักเพราะดีดตัวที่ความเร็วเกิน1มัคจากความเร็วลมที่พัดปะทะจนอวัยวะบิดตัว และอีกมากที่ต้องหยุดบินไปเลยเพราะพิการหรือบาดเจ็บหนักจนการบินความเร็วสูงอาจเป็นอันตราย นอกจากจะพบกับลมปะทะรุนแรงแล้วนักบินยังต้องพบกับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์มากถึง 12-14จี ถือว่ากรุณากันมากแล้วสำหรับเก้าอี้ดีดตัวจากยุโรปตะวันตกและสหรัฐฯ เก้าอี้ของค่ายโซเวียตช่วงทศวรรษ1960-70ทารุณกรรมนักบินของตนหนักกว่านั้นด้วยแรงเหวี่ยง20-22จี แต่ปัจจุบันเก้าอี้ดีดตัวทั่วโลกถูกพัฒนาให้นักบินดีดได้สบายตัวยิ่งขึ้นไม่ต้องเอาตัวเองเข้าไปแบกรับแรงจีมากเหมือนยุคแรกๆ
ใช่ว่าตัวนักบินจะได้รับผลกระทบจากการดีดด้วยเครื่องยนต์จรวดหลังที่นั่ง ตัวเครื่องบินเองก็โดนหนักไม่แพ้กัน อุปกรณ์ในห้องนักบินทั้งหมดจะถูกไฟท้ายจรวดเผาไหม้ใช้การไม่ได้ และตัวแอร์เฟรม(โครงสร้าง)เองก็จะถูก”กระทืบหนี”ด้วยพลังมหาศาลประมาณ20จี ในทางเทคนิคแล้วนักบินจะดีดหนีเครื่องเมื่อบังคับเครื่องไม่ได้กลางอากาศ ปล่อยให้เครื่องบินตกพังเพื่อรักษาชีวิตตัวเองไว้ คำถามต่อมาคือ”ถ้าเครื่องบินขัดข้องบนรันเวย์แล้วนักบินดีดตัวออกล่ะ ตัวเครื่องบินที่ยังไม่ตกแต่จอดบนพื้นจะใช้งานได้หรือไม่?” ตอบได้ว่าเครื่องบินเครื่องนั้นต้องถูกเอ็กซ์เรย์โครงสร้างหารอยร้าวกันทั้งลำ เปลี่ยนอุปกรณ์ภายในห้องนักบินใหม่ทั้งระบบด้วยเงินมหาศาล ไม่จำหน่ายทิ้งก็เหมือนจำหน่ายเพราะซ่อมนานและแพง หลังจากนั้นคงไม่มีใครอยากบินกับมันอีกเพราะคงหาความมั่นใจในความปลอดภัยได้ยาก
“เก้าอี้ตัวนี้ราคาเท่าไร?” คำถามคลาสสิกที่เกิดขึ้นเสมอพร้อมการเสนอบทความทางยุทโธปกรณ์ จะแพงแค่ไหนนั้นขึ้นกับระบบที่มีหลากหลาย ทั้งอัตโนมัติและที่นักบินต้องบังคับเอง ซึ่งมีตั้งแต่ไม่กี่ล้านจนถึง50กว่าล้านบาทหรือมากกว่านั้นได้อีกตามความซับซ้อนของระบบ เครื่องบินขับไล่เอฟ16ที่มีในกองทัพอากาศของไทยนั้นเป็นแบบเอซเซสทูว์(Ace II)ของมาร์ติน-เบเคอร์ สนนราคาตัวละ(ประมาณ)50ล้านบาท นั่งก็ไม่สบายเหมือนเก้าอี้นวมที่บ้านแต่ช่วยนักบินรอดได้ แพงบ้าเลือดแต่ก็คุ้มเมื่อเทียบกับชีวิตมนุษย์ซึ่งประมาณค่ามิได้ โดยเฉพาะนักบินซึ่งกว่าจะฝึกให้พร้อมรบได้รัฐต้องเสียงบประมาณต่อคนไปมากพอๆกับราคาเก้าอี้ อยากให้จบในตอนนี้เหลือเกินแต่ยังมีรายละเอียดให้เสนอต่อ ฉบับหน้าจะได้ทราบกันล่ะว่ามันดีดตัวออกได้อย่างไร