วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552

เรื่องเล่าจากค็อกพิท JAS39”Gripen”(จบ)



ระหว่างเกิดกรณีพิพาทเขตแดนกับประเทศใกล้เคียงครั้งหนึ่ง คุณรับภารกิจแล้วปีนขึ้นค็อกพิท JAS 39พร้อมกล่องโลหะสีดำ (Data Transfer Unit) ซึ่งเก็บข้อมูลภารกิจไว้ เสียบมันเข้าช่องที่แผงควบคุมให้คอมพิวเตอร์ของเครื่องบินดาวน์โหลดข้อมูล ก่อนจะบินขึ้นด้วยระยะทางแค่ 500 เมตรกว่าๆ ทราบทิศทางและเป้าหมายเรียบร้อยตั้งแต่ยังไม่บินโดยไม่จำเป็นต้องใช้วิทยุ
มีข้อมูลเข้ารหัสส่งเข้ามาระหว่างบินลาดตระเวน จากสถานีภาคพื้นดิน และเครื่องบินแจ้งเตือน (AWACS) พร้อมภาพในจอซ้ายมือ ยืนยันว่ามีเรือรบสองลำมุ่งหน้ามายังเขตหวงห้าม ในฐานะหัวหน้าหมู่บินคุณสั่งลูกหมู่เข้าสกัดกั้น ทันใดนั้นคุณและลูกหมู่ก็เปลี่ยนรูปแบบการทำงานของเครื่องบินจากลาดตระเวนมาเป็นโจมตีเป้าหมายภาคพื้น เรดาร์ล็อกเป้าไกลเกินระยะสายตา แล้วปล่อยขีปนาวุธ RBS-15 เข้าทำลายเรือ จรวดพุ่งเข้าหาเป้าอย่างแม่นยำ ภารกิจลุล่วงแล้วคุณจึงกลับมารวมตัวกับหมู่บิน
ระหว่างบินตามเส้นทางลาดตระเวนหลังจบภารกิจแรก เครื่องบินของนาโตนอกพื้นที่แจ้งเข้ามาอีกว่ามีเครื่องบินไม่ปรากฏสัญชาติรุกล้ำนานฟ้าคุณจึงเปลี่ยนหน้าที่ของเครื่องอีกครั้ง จากอากาศสู่พื้นมาเป็นอากาศสู่อากาศ เรดาร์เปลี่ยนไปล็อคเป้าในอากาศแสดงฝ่ายตรงข้ามเป็นสัญลักษณ์สีแดง จัดลำดับความสำคัญให้ ภัยคุกคามในจอกลางคุณกดปุ่มที่คันบังคับปล่อยจรวดอากาศสู่อากาศทำลายเป้าทั้งที่ยังไม่เห็นตัว ขจัดผู้รุกล้ำได้ เป้าหมายถูกทำลายหายจากจอเรดาร์
น้ำมันและจรวดเหลือน้อย แต่ยังกลับฐานบินเดิมไม่ได้ เพราะมีภารกิจใหม่ คุณร่อนลงจอดในถนนชานเมืองใกล้ฐานสนับสนุนด้วยระยะแค่ 400 เมตร ไม่นานหน่วยสนับสนุนก็มาถึงในรถปิคอัพ ขนจรวดและเชื้อเพลิงอย่างละคันพร้อมทหา 5 นาย ทั้งหมดตรงเข้าติดตั้งจรวดและเติมน้ำมันเสร็จภายใน 10 นาที โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ ก่อนคุณจะพาเครื่องบินเหินฟ้าปฏิบัติหน้าที่ของวันนั้นต่อไป...
ภารกิจของคุณครั้งนี้อาจจะยากกว่าที่เห็น ถ้าไม่มีระบบการประมวลและแสดงผลแบบดิจิตอล เช่นที่ติดตั้งในกริปเปน การแสดงผลการทำงานของเครื่องบิน และระบบอาวุธต่อหน้านักบิน ทั้งหมดจะรวมปรากฏในจอภาพใหญ่ 3 จอที่ปรับเปลี่ยนการแสดงผลความสว่างและสีสันได้ ระบบการแสดงผลนี้เรียกว่า Glass Cockpit ที่ไม่ได้หมายความว่า ค็อกพิทหรือห้องนักบินถูกหุ้มด้วยแก้ว แต่หมายความว่า เครื่องบินแสดงผลการทำงานด้วยระบบดิจิตอล เห็นได้ชัดบนจอภาพ LCD (แบบเดียวกับโทรทัศน์จอบาง-แบนในบ้านคุณ) นักบินอยากทราบข้อมูลใดก็กดปุ่มเรียกดูได้ ไม่ต้องการดูก็ไม่แสดง
นี่คือความแตกต่างจากระบบแสดงผลแบบ Analog หรือ กึ่ง Analog กึ่ง Digital ในเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 เช่น F-16 A/B และ ADF ของเรา ถ้าเอามันไปเปรียบเทียบกับเครื่องตระกูล F-5 ที่แสดงผลแบบอนาล็อก ด้วยมาตรวัดและเข็มชี้ต่างๆ เป็นร้อยชิ้นเรียงรายเต็มแผงควบคุม คุณจะเข้าใจทันทีว่าเครื่องบินขับไล่ยุค 4.5 อย่างกริปเปน ช่วยลดภาระด้านการจดจำและประมวลผลข้อมูลให้นักบินได้มาก นอกจากนี้ยังรวบรวมการควบคุมระบบทั้งหมดไว้ที่คันเร่ง (Throttle) และคันบังคับ (Stick)
ความรู้สึกแรกในห้องนักบินคือมันค่อนข้างโล่งเคลื่อนไหวสบาย ไม่มีหน้าปัด หรือเข็มมาตรวัดบอกค่าต่างๆมากมายเหมือนในเครื่องบินขับไล่รุ่นก่อนๆ พื้นที่แผงควบคุมส่วนใหญ่เป็นจอภาพ LCD ใหญ่สามจอ ตามแนวความคิดในการออกแบบเอื้ออำนวยต่อการควบคุม (Human Machine Interface) เพื่อลดภาระในการจดจำข้อมูลที่ไม่จำเป็นของนักบิน เป็นเครื่องบินขับไล่แบบแรกที่แสดงผลด้วยจอดิจิตอลเต็มรูปแบบ
ตำแหน่งซ้ายสุดติดลำตัวคือ คันเร่งที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เพิ่ม/ลดความเร็วอย่างเดียว มันทำงานประสานกับคันบังคับด้วยระบบ Hands On Throttle And Stick (HOTAS) ด้วยมือสองข้างที่แทบไม่ต้องละจากคันบังคับทั้งสอง นักบินสามารถจัดการกับระบบของเครื่องได้เกือบครบ ทั้งควบคุมท่าทางการบิน, ความเร็วและการใช้อาวุธ ซ้ายสุดของแผงควบคุมคือจอแสดงข้อมูลการบิน (Flight Data Display) ให้นักบินทราบข้อมูลการบินและสถานภาพของระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานภาพเครื่องยนต์, ระดับน้ำมันภายในตัวเครื่อง และในถังใต้ลำตัว นอกจากนี้ยังแสดงผลการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) และแสดงภาพเป้าหมายรวมทั้งภาพการตกกระทบของอาวุธด้วยเวลาจริง (Real Time) ด้วย ตลอดจนสามารถเปลี่ยนไปดูข้อมูลการควบคุมอาวุธได้ทั้งปืนใหญ่อากาศ, ระเบิดและอาวุธปล่อย
แผ่นกระจกใสตรงกลางเหนือแผงควบคุมทั้งหมดคือจอแสดงผลรวม (Head Up Display หรือ HUD) แบบเดียวกับที่มีในเครื่องบินขับไล่ทั่วไป (F-5, F-16, F-18 และอื่นๆ) ย่อรูปแบบการแสดงผลเท่าที่จำเป็นมาแสดงให้นักบินเห็นโดยไม่ต้องก้มมองจอภาพ ทั้งข้อมูลการบิน, ทิศทาง, ข้อมูลการเล็งเป้า, สถานภาพอาวุธ,น้ำมัน, ความสูง ฯลฯ และเป็นศูนย์เล็งอาวุธในตัว แผงปุ่มใต้ HUD คือแผงบังคับรวม (Up Front Control Panel) ติดตั้งในตำแหน่งเหมาะสมเพื่อนักบินไม่ต้องละสายตาจากเป้า เพียงกดปุ่มจะทราบได้ทันที ถึงข้อมูลช่วยการตัดสินใจต่างๆ ข้อมูลการนำร่องและการค้นหาเป้าหมาย เป็นแผงควบคุมระบบการสื่อสารเบื้องต้นด้วย
ถัดลงมาในแนวเดียวกันคือจอภาพใต้ HUD ตรงกลางแสดงสถานการณ์ปัจจุบัน (Horizontal Situation Display) ให้ข้อมูลได้ทั้งแผนที่ทางภูมิศาสตร์ ตำแหน่งแห่งที่ของเครื่องบินตนเอง, ฝ่ายเดียวกัน (เขียว), ข้าศึก (แดง), ไม่สามารถพิสูจน์ฝ่ายได้ (เหลือง) และเครื่องบินพาณิชย์ (ขาว) รวมทั้งบอกที่ตั้งของจรวดนำวิถีพื้นสู่อากาศ, ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานหรือข้อมูลอื่นเท่าที่จำเป็น จอภาพขวาสุด (Multi Sensor Display) คือข้อมูลต่างๆ ที่รับจากเรดาร์ภาคพื้นดิน จากเครื่องบินในฝูง/ต่างฝูง และแหล่งอื่น เช่น เครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ หรือหน่วยรบภาคพื้นดิน/น้ำ
ข้อมูลทุกอย่างในห้องนักบินจะแสดงเมื่อนักบินต้องการดู เมื่อต้องการทราบสิ่งใดเขาจะกดปุ่มเรียกดูสถานภาพของระบบต่างๆ หรือถ้ามีสิ่งใดผิดปกติมันจะสว่างวาบขึ้นมาเอง ต่างจากแผงควบคุมอนาล็อกแบบเดิมๆ ที่นักบินต้องกวาดตาดูแผงหน้าปัดเป็นร้อย เป็นการเพิ่มภาระให้สมองทำงานหนักยุ่งเหยิง ต้องยกประโยชน์ให้ระบบคอมพิวเตอร์สมัยปัจจุบันที่เล็กลงแต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น ยัดลงในค็อกพิทได้มากกว่าเมื่อก่อน ช่วยให้นักบินจดจ่อกับภารกิจตรงหน้าได้เต็มที่ โดยไม่ต้องพะวงกับข้อมูลมากมาย
นอกจากนี้ คอมพิวเตอร์ของกริปเปน สามารถจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย ให้นักบินได้ หลังจากล็อกเป้าได้สูงสุด 10 เป้า มันจะเรียงลำดับความสำคัญให้นักบิน ให้ตัดสินใจกดปุ่มปล่อยอาวุธทำลายเป้าหมาย แล้วยังส่งข้อมูลไปยังเครื่องบินในฝูงด้วยว่าเป้าไหนถูกใครล็อกไว้แล้ว นอกจากนี้ยังป้องกันตัวได้โดยอัตโนมัติเมื่อถูกเรดาร์ข้าศึกล็อก พลุลวง (Chaff/Flare) จะถูกยิงเป็นชุดจากเครื่องทันที เพื่อหลอกอาวุธปล่อยนำวิถีด้วยเรดาร์หรือด้วยความร้อน โดยนักบินไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากพยายามหลบหลีกและดูจำนวนพลุว่าใช้ไปแล้วกี่ลูก
ถ้าเปรียบกับรถยนต์ กริปเปนคือรถยนต์ที่บอกคุณได้ว่าสี่แยกข้างหน้าจะติดไฟแดงนานกี่นาที ควรเร่งความเร็ว หรือขับไปเรื่อยๆ จนถึงสี่แ
ยกแล้วออกตัวพร้อมรถคันอื่นๆ มันบอกคุณได้ด้วยว่าคนขับรถยนต์คันข้างหน้ากำลังโทรศัพท์และขับช้าชิดเลนขวา เสนอข้อมูลให้ตัดสินใจด้วยว่า ควรจะเปิดไฟสูงหรือบีบแตรไล่ บอกได้อีกว่าปั๊มน้ำมันใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหนเมื่อน้ำมันเหลือน้อย มันบอกเองโดยคุณไม่ต้องละสายตาจากถนนมาจ้องแผงหน้าปัด
Glass Cockpit เป็นของใหม่หรือ ? เปล่าเลย เครื่องบินพาณิชย์มีมันมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 เมื่อ NASA พยายามวิจัยหาทางลดภาระการบริหารข้อมูลของนักบิน เมื่อเครื่องบินรุ่นใหม่ๆ มีระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินและอุปกรณ์ช่วยบินมากขึ้น
การแสดงผลแบบ ”ไม่ต้องการ ไม่แสดง” ด้วยจอดิจิตอลสมบูรณ์แบบ ถูกบรรจุลงในห้องนักบินของโบอิง 767 เมื่อ ค.ศ.1982 ทั้งผู้ประกอบการบินพาณิชย์เอง และผู้โดยสารต่างได้รับประโยชน์กันถ้วนทั่ว ความปลอดภัยและสมรรถนะของเครื่องบินเพิ่มขึ้นนับแต่นั้น Glass Cockpit ช่วยให้นักบินหยั่งรู้เท่าทันสถานการณ์อย่างถ่องแท้ ด้วยคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ที่นับวันยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพและขนาดเล็กลง
หลังจากความสำเร็จของโบอิง 767 เครื่องบินพาณิชย์รุ่นหลังๆ ต่างถูกสร้างให้ใช้ระบบแสดงผลด้วยจอLCD เพราะประสิทธิภาพในการประมวลผลและแสดงผล ที่ช่วยลดความเครียดและสับสนให้นักบินเมื่อต้องบินไกลและนาน คุณสมบัติของ Glass Cockpit ถูกนำมาใช้กับเครื่องบินรบในยุคที่ 4 และยุคหลังๆ เพื่อช่วยให้นักบินรู้เท่าทันสถานการณ์ ด้วยแผงจอ LCD นักบินสามารถทราบได้ถึงสถานภาพของตนเอง กำลังรบฝ่ายตนและฝ่ายตรงข้ามทั้งภาคพื้นดิน, น้ำ และในอากาศ ด้วยการแสดงภาพในจอเดียว พร้อมแยกสีและสัญลักษณ์เข้าใจง่าย แสดงให้เห็นขอบเขตการกวาดจับของเรดาร์ข้าศึกเพื่อนักบินได้หลบหลีก ไม่หลุดเข้าไปในรัศมีให้ถูกยิงจากอาวุธพื้นสู่อากาศ
การที่กริปเปนใช้ระบบแสดงผลด้วยจอดิจิตอล และประสานการทำงานกับเครือข่าย อันประกอบด้วยเครื่องบินในฝูง, เครื่องบินฝ่ายเดียวกัน, เครื่องบิน AWACS, สถานีเรดาร์, หน่วยรบภาคพื้นดินและน้ำ นำข้อมูลมารวมเป็นภาพสัญลักษณ์ง่ายๆ บนจอนั้น ช่วยตัดภาระการสื่อสารอันยุ่งเหยิงออกได้เกือบหมด นักบินไม่ต้องวิทยุติดต่อกันในฝูงและกองกำลังส่วนอื่น เพราะเป้าหมายและรายละเอียดทุกอย่างถูกแสดงไว้แล้วในจอ สิ่งที่เขาต้องทำจริงๆ ก็คือพาเครื่องไปยังเป้าหมาย หลบหลีกอุปสรรคตามที่เครื่องแจ้งไว้ในจอ ก่อนจะตัดสินใจใช้อาวุธในขั้นสุดท้าย
ระบบแสดงผลด้วยจอดิจิตอลหรือ ”Glass Cockpit” สมบูรณ์แบบของกริปเปน จึงเป็น ”ระบบฉลาด” ที่แท้จริง ทำให้การบินที่ว่ายากนั้นง่ายขึ้นผิดหูผิดตา ลดจำนวนหน้าปัดแบบอนาล็อกจำนวนหลายสิบชิ้น อันละลานตาลงมาเหลือแค่จอภาพสี 3 จอ นักบินจึงแทบไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากประคองคันบังคับและคันเร่ง มุ่งสู่เป้าหมายตามที่ปรากฏในจอแสดงผล ถ้า ”เครืองบินโง่” ทำให้นักบินเครียดและเหนื่อย เพราะต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง “เครื่องบินฉลาด” อย่างกริปเปนก็ช่วยให้นักบินสบายตัวและ ”ดูดี” ขึ้นมากเมื่อบินกับมัน
ด้วยข้อมูลจากการค้นคว้า และประสบการณ์ที่ได้จากเครื่องจำลองการบินของกริปเปน ทำให้ผมเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า ภาษีที่จ่ายไปนั้นถูกรัฐบาลใช้อย่างคุ้มค่าจริงๆในครั้งนี้ รู้สึกภูมิใจด้วยที่ได้เขียนถึง ดีใจที่ได้แบ่งปันข้อมูลให้ผู้อ่าน เครื่องบินรบแบบนี้น่าจะได้รับใช้ชาติเราตั้งนานแล้ว แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีของมันมาสัมฤทธิ์ผลเอาในช่วงทศวรรษ 2000 ประกอบกับเครื่องบินรบที่ใช้อยู่ก็ยังไม่หมดสภาพ เราจึงเพิ่งจะได้รู้จักมันเอาตอนที่ทยอยปลดประจำการเครื่องบินเก่าในเวลานี้
ผมไม่เสียดายเงินที่รัฐบาลตัดสินใจจ่ายเพื่อมันหรอกครับ เสียดายอย่างเดียวที่ได้มาเพียง 12 เครื่องแทนที่จะเป็น 18 เครื่องเต็มอัตรา แต่ก็เข้าใจว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ การได้มาแค่ 12 เพื่อทดแทน F-5 ที่หมดสภาพก็เต็มกลืนแล้ว เหล่าทัพอื่นยังต้องการยุทโธปกรณ์ของตนอีกมาก จึงต้องเฉลี่ยงบประมาณกันไป
กริปเปนอาจไม่ใช่เครื่องบินรบที่ดีที่สุดในโลก แต่มันเหมาะสมกับยุทธศาสตร์ และงบประมาณของเราที่สุด ถึงตอนนี้ถ้าผู้รับผิดชอบเปลี่ยนใจ ก็คงต้องตอบคำถามให้ได้ล่ะว่าเพราะอะไร และเครื่องบินจากสวีเดนแบบนี้ไม่ดีตรงไหน...

เรื่องเล่าจากค็อกพิท JAS39 Gripen (1)



ในบทความชุดก่อนคือ ”JAS39 ความจำเป็นและเหตุผล” นั้น ผมได้นำเอารายละเอียดในแง่มุมกว้างๆมาบอกเล่า เช่น ความเป็นมาของกองทัพอากาศสวีเดน ประวัติของบริษัท SAAB ที่สร้างชื่อมาจากการผลิตอากาศยาน และแพ็กเกจนอกเหนือจากตัวเครื่องบินเมื่อเราตกลงปลงใจกับ ”กริปเปน” คาดว่าจะช่วยให้ผู้สนใจเรื่องนี้ได้รับทราบรายละเอียดพอสมควร แต่ความน่าสนใจของเครื่องบินขับไล่แบบนี้ ไม่ได้อยู่ที่ ”แพ็กเกจ” ซึ่งดูเหมือนลดแลกแจกแถมล่อใจลูกค้า หากแต่อยู่ที่ความทันสมัยในราคาสมเหตุผล และที่สำคัญคือความใจกว้างในการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ได้จากสวีเดนมากกว่า
ถึงไม่ได้เป็นทหารอากาศ แต่ความโชคดีของผมคือ การได้บินกับเครื่องบินขับไล่ทันสมัยที่สุดเท่าที่เรามีตอนนี้คือ F-16B ไม่นานมานี้ยังได้ใช้เครื่องจำลองการบิน (simulator) ของกริปเปน มันอาจเป็นแค่เครื่องจำลองการบินก็จริง แต่สภาพภายในห้องนักบินหรือ ”Cockpit” ที่จำลองของจริงมาทุกรายละเอียด ทำให้ต้องเขียนถึง การได้สัมผัสทำให้เข้าใจว่า กริปเปนเป็นเครื่องบินที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานของนักบินอย่างแท้จริง เป็นเครื่องบินรบยุคดิจิตอลแท้ๆ ที่ราคาสมเหตุสมผลที่สุด และดูจะคุ้มค่าที่สุดสำหรับเศรษฐกิจของเราในยามนี้ที่ต้องหายุทโธปกรณ์มาทดแทนของเก่าซึ่งทยอยปลดประจำการ
แต่ก่อนจะเข้าสู่ห้องนักบิน ผมอยากให้ทำความเข้าใจกันก่อนถึงยุคสมัยต่างๆ ในการพัฒนาเครื่องบินรบตามความหมายของนักการทหาร เพื่อเข้าใจถึงความแตกต่างของเครื่องบินที่เรามีอยู่เช่น F-5, F-16 และกริปเปนที่กำลังหมายตาว่าจะรับเข้าประจำการอีก 12 เครื่อง เพื่อให้ง่ายเข้า เมื่ออธิบายถึงการทำงานของระบบภายในห้องนักบิน และความจำเป็นในการจัดหาอาวุธทดแทน
กล่าวคือ นักการทหารได้แบ่งห้วงเวลาแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยาน โดยเฉพาะเครื่องบินรบขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ตไว้ 6 ช่วงตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงปัจจุบัน ตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และวิศวกรรมอากาศยาน แบ่งช่วงต่างๆนี้ ด้วยตัวเลขเป็นยุคตั้งแต่ยุคที่ 1 เรียงลำดับต่อไปเป็นยุคที่ 2, 3, 4, 4.5 และยุคที่ 5 อันเป็นยุคสุดท้ายของเครื่องบินใช้นักบิน ก่อนเข้าสู่ยุคของอากาศยานไร้นักบินที่ปฏิบัติการได้เหมือนเครื่องบินปกติทุกอย่าง เพียงแต่นักบินไม่ต้องเสี่ยงเหมือนเครื่องบินในยุคต้นๆ หากจะเปรียบเทียบยุคต่างๆเป็น ”เวอร์ชั่น” 1, 2… ตามสมัยนิยมก็พอจะกล้อมแกล้มไปกันได้
นับแต่พี่น้องตระกูลไรท์สร้างเครื่องบิน ”คิตตี้ฮอว์ก” สำเร็จเมื่อ ค.ศ.1903 อากาศยานได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เครื่องบินรบที่เคยถูกใช้แค่ถ่ายรูปที่ตั้งทางทหาร ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อครองอากาศ กรุยทางให้กองกำลังภาคพื้นดินเข้ายึดพื้นที่ จากเครื่องบินเครื่องยนต์ลูกสูบปีกสองชั้นกลายเป็นเครื่องบินไอพ่น ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจ็ตในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2
ยุคที่ 1 ของเครื่องบินเจ็ตจึงเริ่มขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1944 ถึง ค.ศ. 1953 เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรและอักษะเริ่มนำเครื่องบินขับไล่เครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ตของตนเข้าสู่สมรภูมิ เยอรมนีทำสำเร็จเป็นชาติแรกด้วยเครื่องบินเมสเซอร์ชมิดท์ Me-262 ในยุทธเวหาเพื่อป้องกันกรุงเบอร์ลิน หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ.1945 โลกแบ่งเป็นสองค่าย ทั้งโลกเสรีและฝ่ายคอมมิวนิสต์ต่างเร่งพัฒนาเครื่องบินรบของตน
แม้จะมีรูปพรรณสัณฐานแตกต่าง แต่องค์ประกอบหลักๆ ที่เหมือนกันคือ มีความเร็วยังต่ำกว่าเสียง โครงสร้างและพื้นผิวเป็นโลหะ เทคโนโลยีขีปนาวุธนำวิถียังพัฒนาได้ไม่มาก อาวุธหลักๆ จึงเป็นปืนใหญ่อากาศ โจมตีภาคพื้นดินด้วยจรวดและระเบิดธรรมดา เล็งได้แต่หวังผลไม่ได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนปัจจุบัน ผลพวงของการพัฒนาอากาศยานยุคที่ 1 คือ กองทัพอากาศไทยได้รับเครื่องบินขับไล่สกัดกั้น F-84 ”ธันเดอร์เจ็ต” และF-86 ”เซเบอร์” เป็นเขี้ยวเล็บโดยความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากสหรัฐฯ
ยุคที่ 2 ระหว่าง ค.ศ.1953 ถึง ค.ศ.1960 หลังจากเรืออากาศเอกชัค ยีเกอร์ บินเร็วกว่าเสียงได้สำเร็จเป็นคนแรกของโลก เครื่องบินรบได้ถูกพัฒนาให้เน้นที่จุดนี้ การแผนแบบของรูปร่างและปีกเอื้ออำนวยต่อการทำความเร็ว เรดาร์ถูกพัฒนามาให้ใช้กับเครื่องบินได้ ถูกนำมาใช้นำวิถีระยะใกล้ จะยิงปืนใหญ่อากาศหรือจรวดแต่ละลูก นักบินยังต้องมองเห็นเป้าหมาย นอกจากเน้นที่ความเร็วซึ่งเชื่อว่าเป็นคำตอบของทุกสิ่ง และการใช้เรดาร์ เครื่องบินยังไม่พัฒนามากนักในด้านอื่นๆ
ยุคที่ 3 ระหว่าง ค.ศ.1960 ถึง ค.ศ.1970 อันเป็นช่วงคาบเกี่ยวสงครามเวียตนาม และเกิดสงครามเย็นในทุกภูมิภาค เครื่องบินค่ายโลกเสรีและคอมมิวนิสต์ถูกทดสอบอย่างหนัก ในสมรภูมิเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประสบการณ์ในสมรภูมิทำให้นักออกแบบเครื่องบินตระหนักว่า เพียงความเร็วยังไม่พอ การเผชิญหน้ากลางอากาศระหว่างเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่เน้นความเร็ว กับเครื่องบินจากโซเวียตที่เน้นความคล่องตัว และอัตราการทำลายที่เกือบแลกกัน 1 ต่อ 1 ทำให้แนวความคิดในการออกแบบเครื่องบินของสหรัฐฯ เปลี่ยนไป
นอกจากความเร็วแล้ว ต้องคล่องตัวสามารถเปลี่ยนทิศทางได้ว่องไว แม้เครื่องบินตามแนวคิดนี้ยังไม่สัมฤทธิ์ผล แต่สิ่งที่พัฒนาขึ้นมากคือ การใช้อาวุธจรวดนำวิถีระยะใกล้ เรดาร์ประสิทธิภาพสูงขึ้น เครื่องบินรบถูกแบ่งประเภทชัดเจนเป็นประเภทขับไล่, โจมตี, สกัดกั้น กองทัพอากาศไทยได้จัดซื้อ รวมทั้งได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ มีเครื่องบิน 4 แบบประจำการในยุคนี้คือ F-5 รุ่น A/B (ฟรีดอมไฟเตอร์) และรุ่น E
/F (ไทเกอร์ ทูว์) เครื่องบินขับไล่ส่งออกราคาต่ำ และบางครั้งก็ให้เปล่าแก่พันธมิตร เพื่อยันกับ MiG-21 ของค่ายโซเวียต
ยุคที่ 4 ระหว่าง ค.ศ.1970 ถึง ค.ศ.1990 เป็นพัฒนาการด้านขีดความสามารถให้เครื่องบินเครื่องเดียวปฏิบัติหน้าที่ได้หลากหลาย เป็นเครื่องบินขับไล่/โจมตีเอนกประสงค์ ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน(avionics) เข้ามาควบคุมการทำงานของเครื่อง เรดาร์ถูกพัฒนาให้กวาดจับได้ไกลกว่าเดิม จรวดนำวิถียิงเป้าหมายได้แม้ระยะไกลกว่าสายตา (Beyond Visual Range : BVR) เครื่องบินทำลายเป้าหมายได้ทั้งในอากาศและภาคพื้นดินพร้อมกัน ด้วยอาวุธอากาศสู่อากาศและอากาศสู่พื้นความแม่นยำสูง นอกจากความเร็วสูงยังต้องเปลี่ยนท่าทางการบินได้ว่องไว โครงสร้างและพื้นผิวถูกเปลี่ยนจากโลหะมาเป็นคอมโพสิต ที่เบากว่าและแกร่งกว่าเดิม แสดงผลด้วยจอดิจิตอล (Glass Cockpit)
มีการนำระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Tactical Data Link : TDL) เข้ามาใช้ เป็นยุคแรกของการรบแบบใช้เครือข่ายหรือ Network Centric Operations หรือ NCO อันเป็นขีดความสามารถเดียวกับเครื่องบินขับไล่ในยุคที่ 4.5 และยุคที่ 5 ที่ส่งข้อมูลในหมู่บินเดียวกันได้โดยไม่ต้องใช้วิทยุ เครื่องบินในยุคนี้คือ เครื่องบินตระกูลF-16 และเครื่องบินอีกหลายแบบในยุคเดียวกัน ประเทศไทยได้ F-16 รุ่น A,B มาประจำการตั้งแต่ปี ค.ศ.1988 (เริ่มจัดหาในปี ค.ศ.1985) เป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้ F-16 และได้ F-16 รุ่น ADF เข้าประจำการตั้งแต่ปี ค.ศ.2002ยุคที่ 4.5 ระหว่าง ค.ศ. 1990 ถึง ค.ศ.2000 คุณลักษณะอันแน่ชัด 4 อย่างได้ถูกกำหนดขึ้นเป็นบรรทัดฐานคือลดการสะท้อนคลื่นเรดาร์เพื่อหลบหลีกจากการตรวจจับของฝ่ายข้าศึก (stealth), ความแม่นยำในการทำลายเป้าหมาย (Strike Precision), ขีปนาวุธโจมตีระยะไกลที่สามารถค้นหาเป้าด้วยตัวเอง (Stand-off / Fire-and-Forget) และนักบินต้องหยั่งรู้เท่าทันสถานการณ์ (Situation Awareness) โดยเครื่องบินในยุคนี้มีอุปกรณ์และเครื่องวัดเป็นดิจิตอล,เรดาร์ตรวจจับระยะไกล แสดงผลการทำงานด้วยจอดิจิตอล มีโครงสร้างและพื้นผิวเป็นวัสดุคอมโพสิต ทำงานร่วมกับระบบเครือข่ายเป็นศูนย์กลางหรือ NCO ติดต่อระหว่างเครื่องบินกับ เครื่องบินด้วยกัน กับภาคพื้นดิน น้ำ และศูนย์ควบคุมได้ในเวลาเดียวกัน เป็นการทวีอำนาจกำลังรบ ประสานงานกับหน่วยภาคพื้นและรบร่วมทุกเหล่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องบินในยุคนี้คือ F-15, F-16 บล็อกหลังๆ และกริปเปน
ยุคที่ 5 ในศตวรรษที่ 21 หรือยุคปัจจุบันคือตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เน้นการออกแบบรูปร่างลักษณะเครื่องบินทั้งลำไม่ให้สะท้อนคลื่นเรดาร์ พร้อมทั้งใช้คุณสมบัติดูดซึมคลื่นเรดาร์ด้วยเทคโนโลยี stealth, ทำงานเป็นเครือข่าย NCO, คงความอยู่รอดสูงในสนามรบ, นักบินหยั่งรู้เท่าทันสถานการณ์, สร้างด้วยวัสดุคอมโพสิตทั้งเครื่อง, ปรับทิศทางแรงขับได้ เป็นเครื่องบินรบเอนกประสงค์ (Multi-role) สมบูรณ์แบบ สามารถบินเร็วกว่าเสียงได้โดยไม่ต้องเปิดสันดาปท้าย (Supercruise) ที่เด่นชัดขณะนี้คือ ยูโรไฟเตอร์ ”ไต้ฝุ่น” ของยุโรป F-22 และ F-35 ของสหรัฐฯ เลยจากยุคที่ 5 ไปจะเป็นยานรบไร้นักบิน (Unmanned Aerial Vehicle หรือ UAV) ที่นักบินสามารถบังคับเครื่องได้จากทุกส่วนของโลกผ่านระบบสื่อสารดาวเทียม ระบบนำร่องGPS และอินเตอร์เน็ต
จากการแบ่งยุคสมัยของการพัฒนาเครื่องบินรบเจ็ต จะเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะเครื่องบินรบหลักๆ ที่เรามีประจำการอยู่คือ F-5, F-16A/B กับกริปเปนที่ตกลงใจไปแล้วว่า มันเป็นเครื่องบินคนละยุคเรียงลำดับกัน แบบแรกเป็นเครื่องบินในยุคที่ 3 (เร็วกว่าเสียง,ใช้อาวุธนำวิถี) แบบที่สองอยู่ในยุคที่ 4 (ขับไล่/โจมตีเอนกประสงค์ทำงานเป็นเครือข่าย) และกริปเปนเป็นเครื่องบินในยุค 4.5 (ขับไล่/โจมตีเอนกประสงค์, ทำงานเป็นเครือข่าย, จอแสดงผลแบบดิจิตอล, ระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินทันสมัย)
ปัจจุบันหากจะเปรียบเทียบกันระหว่างเพื่อนบ้านไม่นับเขมรกับลาว จะเห็นว่าต่างก็ใช้เครื่องบินขับไล่/สกัดกั้นในยุคที่ 4 พม่ามี MiG-29 ”ฟัลครัม” พอฟัดพอเหวี่ยงกับเราอยู่ 40 เครื่อง (โดยประมาณ ข่าวบางกระแสบอกว่าจ้างนักบินรัสเซียมาบินด้วย) มาเลเซียมีทั้ง MiG-29N/NUB(ส่งมอบใน ค.ศ.1995), F/A-18D ”ฮอร์เน็ต” (ส่งมอบใน ค.ศ.1997) และSu-30MKM ที่เพิ่งส่งมอบในปีนี้อีก 18 เครื่อง เครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ ( Airborne Warning and Control System : AWACS) คือยุทโธปกรณ์ใหม่ที่กองทัพอากาศมาเลเชียกำลังเลือกสรร แต่ยังไม่มีข่าวแน่นอนว่าตกลงใจใช้แบบไหน ส่วนอินโดนิเซียมี Su-30 อยู่ 2 เครื่อง
การเลือกใช้เครื่องบินในยุค 4.5 จึงนับว่าเป็นการพัฒนากองทัพ และพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัย ใช้งานได้นานคุ้มค่า โดยเฉพาะระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน (Avionics) และการแสดงผลด้วยจอดิจิตอลทันสมัยกว่ายุคก่อน ตามความรวดเร็วในการพัฒนาซอฟต์แวร์และเครื่องช่วยต่างๆ เพื่อลดภาระ นักบินให้เหลือแค่ตัดสินใจใช้อาวุธได้แม่นยำขึ้น ไม่ต้องพะวงกับการประมวลผลข้อมูลมหาศาล จึงมีโอกาสอยู่รอดสูงกว่าเดิมเมื่อเข้าสู้รบ
กริปเปนจึงเป็นทางเลือกที่นับว่าคุ้มค่าที่สุด นอกจากองค์ประกอบอื่นๆที่จะกล่าว การใช้จอแสดงผลแบบดิจิตอล (Glass Cockpit) ทั้งหมดยังถือเป็นเครื่องช่วยที่ทำให้การบินง่ายขึ้นเกินคาด ขณะที่F-16 A/B ที่เราใช้อยู่นั้นนักบินต้องบริหารจัดการเองเกือบทุกอย่าง แต่การออกแบบอุปกรณ์ภายในห้องนักบินของกริปเปนกลับลดภาระเหล่านี้ลงได้มาก เป็นเครื่องบินฉลาดที่ช่วยให้นักบินทำงานสบายขึ้น (และช่วยให้นักบินดูดีกว่าเดิม)จริงๆ สำหรับ F-16 รุ่น C/D ถึงจะฉลาดเท่ากับกริปเปน คงไม่ต้องพูดถึงเพราะแพงกว่ามากและติดเงื่อนไขหยุมหยิมมากมายจนไม่น่าซื้อ
ต้องขออภัย ที่ตอนนี้ยังไม่ได้พาคุณๆ เข้าไปนั่งในที่นั่งนักบินได้ เพราะผมอยากชี้ให้เข้าใจถึงความแตกต่างและความจำเป็นในการใช้งาน ไปบินกับผมฉบับหน้า เข้าไปนั่งหน้าจอดิจิตอลด้วยกันครับแล้วจะเข้าใจว่า ”เครื่องบินฉลาด” นั้นมันฉลาดอย่างไร