วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เยือนถ้ำสิงห์บิน(จบ)


ลินเชอปิง(Linkoping)เป็นเมืองเล็กๆทางภาคใต้ของสวีเดน มีประชากรแสนกว่าในปัจจุบัน มีความสำคัญต่อสวีเดนในฐานะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม เป็นที่ตั้งของโรงงานประกอบเครื่องบินกริพเพนของบริษัทซาบ(SAAB)ที่เริ่มต้นด้วยการสร้างอากาศยานมาก่อนจะสร้างรถยนต์ และขณะนี้ชื่อเสียงของเมืองก็มาจากการเป็นฐานประกอบเครื่องบินที่จะเข้าประจำการในกองทัพอากาศของเราในปีหน้า

ด้วยสภาพภูมิประเทศและยุทธศาสตร์ของสวีเดน ทำให้เขาต้องหาระบบอะไรสักอย่างที่เข้ากันได้กับรูปแบบการป้องกันประเทศ การรบแบบเครือข่าย(Network Centric Operation :NCO)นั้นกองทัพสวีดิชใช้กันมาตั้งแต่กลางทศวรรษที่1960แล้ว ในขณะที่อเมริกายังรบแบบทุ่มกำลังไม่อั้นอยู่ ถ้าจะว่าสวีเดนคิดค้นนวัตกรรมด้านการทหารก็ใช่ และสิ่งที่เกิดกับกริพเพนก็คือความใหม่ โดยเฉพาะวิธีการประกอบเครื่องบิน

กริพเพน39ถูกพัฒนาขึ้นโดยกลุ่มอุตสาหกรรมJAS(Industry Group JAS:IG JAS) ร่วมทุนกับหุ้นส่วนเพื่อวิจัยและพัฒนาเครื่องบินและระบบ ซาบ แอโรสเปซทำหน้าที่ประกอบระบบขั้นพื้นฐานให้เครื่องบิน ตั้งแต่แอร์เฟรม(ตัวเครื่อง),ระบบจ่ายน้ำมัน,ระบบไฮดรอลิกส์,ระบบควบคุมสภาพในห้องนักบิน,เก้าอี้ดีดตัว,ระบบดำรงชีพและอื่นๆ ส่วนบริษัทวอลโว แอโรก็รับผิดชอบเครื่องยนต์รุ่นRM12 บริษัทอีริคโซน ไมโครเวฟซิสเต็มรับผิดชอบระบบเรดาร์ รวมทั้งพัฒนาและผลิตคอมพิวเตอร์ของระบบ บริษัทซาบ อาวิโอนิกส์รับผิดชอบระบบดิจิตอลแสดงผลและคอมพิวเตอร์จอภาพ ในขณะที่แอโรเทค เทลูบรับผิดชอบระบบสนับสนุนและการบำรุงรักษา เห็นได้ชัดว่ากริพเพนไม่ได้ถูกผลิตมาด้วยบริษัทซาบเพียงแห่งเดียวตั้งแต่ต้นจนเป็นเครื่องบิน แต่มันเกิดจากการร่วมมือกันโดยบริษัทต่างๆของสวีเดนที่เข้ามารวมตัวกันเป็น”กลุ่มอุตสาหกรรม”

ในการส่งออกซาบก็ยกให้เป็นหน้าที่ของกริพเพน อินเตอร์เนชันแนล หนึ่งในสมาชิกของIGเช่นกัน อันหมายความว่าคนสร้างเครื่องบินก็สร้างไป บริษัทจัดจำหน่ายก็ทำหน้าที่ของตนไป ตั้งแต่การขายไปจนถึงการให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ที่ลูกค้าต้องการและรับฟังข้อเสนอแนะจากกลุ่มลูกค้า

จุดหนึ่งที่ช่วยให้กริพเพนแต่ละลำราคาไม่สูง ก็คือระบบการจัดซื้อระบบที่ใช้อุปกรณ์จากบริษัทต่างๆทั้งในและนอกประเทศ เปรียบเสมือนเมื่อเราต้องการคอมพิวเตอร์ไว้ใช้งานสักเครื่อง ก็ต้องเลือกใช้ฮาร์ดดิสก์ยี่ห้อหนึ่ง คีย์บอร์ดและซีพียูอีกยี่ห้อตามที่เห็นว่าเหมาะสมกับงานที่จะใช้ เราเลือกใช้อุปกรณ์ประกอบคอมพิวเตอร์ได้ในราคาสมเหตุสมผลได้ประโยชน์เต็มที่ กริพเพนเองก็ใช้หลักการเดียวกัน ไม่ว่าอุปกรณ์จะมาจากชาติไหนหรือบริษัทอะไร ทั้งหมดต้องมาประกอบกันเป็นเครื่องบินด้วยมาตรฐานสูงของสวีเดน

การสร้างเครื่องบินในสมัยก่อนนั้นบริษัทจะวิจัย พัฒนาและผลิตทุกระบบกันภายในประเทศ ไม่ยอมให้เทคโนโลยีหรือกรรมวิธีอันเป็นรูปแบบเฉพาะตัวรั่วไหล แต่โครงการกริพเพนใช้แนวคิดใหม่คือให้บริษัทต่างๆทั้งในและนอกประเทศแข่งขันกันเข้ามามีส่วนร่วม ใครทำของได้ดีมีราคาต่ำสมเหตุสมผลก็เอามาประกวดกันให้กลุ่มบริษัทซาบเลือก พอเลือกได้ของดีราคาไม่แพงเพราะไม่ต้องวิจัยและพัฒนาเองเช่นนี้ ระบบของเครื่องบินไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ดีดตัว เครื่องยนต์ ระบบควบคุมการบิน ไฮดรอลิกและอื่นๆจึงมีมาได้จากหลายประเทศรวมทั้งในสวีเดนเอง

เมื่อมาลองแยกระบบหลักๆของกริพเพนดูจะพบรายละเอียดดังนี้ คันบังคับและคันเร่ง,เก้าอี้ดีดตัว,ล้อเครื่องบินและระบบลงจอด,จากอังกฤษ เครื่องยนต์หลักจากสหรัฐฯและสวีเดน คอมพิวเตอร์ข้อมูลอากาศจากสหรัฐฯ ระบบจ่ายพลังงานสำรองจากอังกฤษและสหรัฐฯ ระบบจ่ายน้ำมันจากฝรั่งเศส ระบบเรดาร์จากสวีเดน ตัวเครื่องบิน(แอร์เฟรม)จากสวีเดน,อังกฤษและเช็ค,ปืนใหญ่อากาศจากเบลเยียม ฯลฯ

ในวันที่คณะไปเยี่ยมชมโรงงานประกอบเครื่องบินกริพเพนที่เมืองลินเชอปิงนั้น หัวหน้าโครงการชาวสวีเดนคือผู้นำชมกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มจนสำเร็จเป็นเครื่องบินทั้งลำ ท่ีฝาผนังมีผลงานของซาบตั้งแต่เครื่องบินขับไล่เจ็ตลำแรกคือซาบ21อาร์ ไล่เรียงกันมาหลายแบบจนถึงผลงานชิ้นล่าสุดคือซาบ39กริพเพน แสดงให้เห็นวิวัฒนาการการสร้างเครื่องบินตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

เครื่องยนต์RM12เดี่ยวของกริพเพน แบบเดียวกับเครื่องยนต์จากบริษัทจี.อี.คือเจเนอรัล อีเลคทริกF412คู่ของเอฟ18”ฮอร์เน็ต”ของสหรัฐฯ ถูกวางรอประกอบในท่อเหล็กติดล้อเลื่อนตรงใกล้ประตูทางเข้า มันถูกวอลโว แอโรนำมาพัฒนาใหม่ให้แรงข้ึนแล้วยัดลงท้ายของกริพเพนเพียงเครื่องเดียว ให้กำลังผลักดันเหลือเฟือสำหรับเครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์เพื่อการป้องกันประเทศ ไม่จำเป็นต้องใช้ถึงสองเครื่องเพราะไม่ได้แบกน้ำหนักมากและบินไกลเหมือนฮอร์เน็ต

ด้วยโรงงานขนาดกว้างและยาวแค่ด้านละร้อยกว่าเมตร ไม่น่าเชื่อว่าซาบจะสร้างเครื่องบินรบเทคโนโลยีสูงได้ ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสภาพการทำงานของชาวสวีดิชที่รัฐให้ทั้งประเทศหยุดงานถึง1เดือนในช่วงฤดูร้อนแล้ว ยิ่งน่าประหลาดใจว่าคนของเขาทำงานทันส่งเราและชาติอื่นได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเครื่องบินรบแต่ละแบบจากแต่ละชาติต่างก็วางกำหนดการส่งมอบไว้ใกล้เคียงกันคือสองถึงสามปี แต่สวีเดนก็ทำของส่งเราได้ทันตามกำหนดทั้งที่วันทำงานน้อย

กริพเพนที่ถูกประกอบช่วงลำตัวเสร็จถูกนำขึ้น”จิ๊ก”(Jig) หรือแท่นจับหน้า/หลังให้หมุนได้รอบแนวระนาบเหมือนกลิ้งถัง ให้ช่างและวิศวกรประกอบชิ้นส่วนในมุมที่ถนัดที่สุดอย่างง่ายและเร็ว ตรวจสอบชิ้นส่วนได้ง่าย ทุกลำถูกประกอบระบบด้วยมือจนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือพ่นสี โรงประกอบมีสภาพแวดล้อมดี สะอาดสะอ้านต่างจากที่คิดไว้ว่าคงต้องสกปรก เสียงดัง หลังจากเสร็จขั้นตอนในจิ๊กแล้วก็จะเป็นการประกอบระบบร่อนลงทั้งล้อ,เบรกและระบบไฮดรอลิกที่เกี่ยวข้อง กริพเพนจะถูกตั้งบนขาหยั่งแล้วช่างจะทดสอบความเคลื่อนไหวของระบบไฮดรอลิกด้วยคอมพิวเตอร์ความละเอียดสูง ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการขั้นต่อไป

ดังที่กล่าวแล้วว่าตัวระบบของกริพเพนมาจากหลายบริษัทหลายชาติ เป็นไปได้ว่าเมื่อมีผู้สนใจจะเข้ามาร่วมผลิตกริพเพนมากขึ้น เมื่อนั้นราคาของมันก็จะถูกลง พูดถึงราคาแล้วข้อคิดประการหนึ่งที่ได้จากการเยือนโรงงานผลิตเครื่องบินก็คือเครื่องบินแต่ละกลุ่มที่ส่งออกราคาไม่เท่ากัน ไม่เท่ากันเพราะจำนวน และการที่ราคาต่างกันที่จำนวนก็เพราะยิ่งผลิตมากยิ่งซื้อวัตถุดิบได้ถูกเพราะซื้อทีละมากๆ เข้าทำนองซื้อยกโหลถูกกว่า

เครื่องบินรบแต่ละแบบนั้นไม่ใช่ว่าพอสั่งซื้อวันนี้แล้วของจะมาถึงในอาทิตย์หน้า ต้องพัฒนาซอฟต์แวร์และระบบอื่นๆให้เหมาะกับสภาพภารกิจที่ลูกค้ากำหนด กว่าจะส่งมอบได้ก็กินเวลา2-3ปี เมื่อสั่งซื้อแล้วโรงงานก็ต้อง”ตัด”เครื่องบินให้พอดี”ความต้องการ”ของลูกค้า หลักการนี้ใช้เหมือนกันหมดตั้งแต่เสื้อผ้าแถวประตูน้ำไปจนถึงเครื่องบินรบราคาเป็นพันล้าน สั่งซื้อน้อยก็ผลิตน้อย แต่ต้องใช้ทรัพยากรราคาแพงกว่าเพราะซื้อมาน้อยแบบจำเพาะเจาะจงตามจำนวนเครื่องบิน เราซื้อกริพเพนด้วยจำนวนเท่านี้จึงได้ราคาหนึ่ง ซื้อล็อตใหญ่กว่านี้ราคาของมันก็จะต่ำลง ถ้าซื้อกันทีละ50-60ลำ เขาก็จะมาตั้งโรงงานในบ้านเราและราคาก็จะต่ำลงอีก เรื่องของราคาเครื่องบินจึงเป็นปัญหาที่ไม่น่าจะตอบยากในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้วมันตอบเป็นราคาตายตัวได้ยากจริงๆ จนบางครั้งกองทัพอากาศตกเป็นจำเลยของสังคมไปเพราะตอบคำถามตรงๆไม่ได้

หลังจากกริพเพนลำแรกล้อแตะพื้นสนามบินไทย เราคงต้องมาดูกันอีกว่าด้วยสภาพของเครื่องยนต์เมืองหนาวอย่างสวีเดนนั้นจะทนความร้อนชื้นแบบบ้านเราได้หรือไม่ ปัญหาอื่นๆถ้ามีก็คงเกิดขึ้นในช่วงที่รับเครื่องบินเข้าประจำการซึ่งก็น่าจะแก้กันได้เหมือนตอนที่รับเอฟ16มาใช้ใหม่ๆ

ปัญหาใหญ่น่าหนักใจของซาบและกองทัพอากาศสวีเดนในตอนนี้ คงไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือกลไกอื่นใด แต่น่าจะเป็นเรื่องการแย่งกันจะมาประจำการที่เมืองไทยเสียมากกว่า ซึ่งน่าจะเข้าใจถึงเหตุผลได้ไม่ยากเมื่อพบว่าชาวสวีดิชมาเที่ยวบ้านเราถึงปีละ400,000คน จากประชากรทั้งหมดเก้าล้านสี่แสน!

(ภาพประกอบจากแฟ้มของSAAB ในโรงงานห้ามถ่ายภาพ)


วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เขตปลอดภัยชื่อ"Green zone"


เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่2ด้านยุโรปสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของเยอรมัน กิจกรรมแรกๆที่ฝ่ายสัมพันธมิตรลงมือทำคือการแบ่งเนื้อที่กรุงแบร์ลีนออกเป็นส่วนๆ ส่วนหนึ่งทางตะวันออกคือเขตปกครองของโซเวียต(ในขณะนั้น)ซึ่งรุกไล่เยอรมันมาจากเขตแดนของตนแล้วเข้าถึงพื้นที่เมืองหลวงได้ก่อน ส่วนที่เหลือคือเขตปกครองที่จัดสรรกันเองในหมู่ชาติตะวันตกคืออังกฤษ,สหรัฐฯและฝรั่งเศส แล้วต่อจากนั้นมาอีกสิบกว่าปีจึงมีการสร้างกำแพงแบร์ลีนล้อมรอบเฉพาะเขตยึดครองของสามชาติดังกล่าว เพื่อป้องกันการรุกรานของโซเวียต จะถือว่าเป็น"เขตปลอดภัย"ก็ได้สำหรับชาวกรุงแบร์ลีนที่จะได้มีชีวิตเสรีภายใต้การปกครองในระบบประชาธิปไตยแบบตะวันตกก่อนกำแพงนี้จะถูกทำลายหลังการล่มสลายของโซเวียต

ต่อมาอีกห้าสิบกว่าปีเมื่อสหรัฐฯรุกรานอิรักในปี2003 ด้วยข้ออ้างว่าจะเข้าไปค้นหาและทำลายอาวุธอำนาจทำลายล้างสูง(Weapon of Mass Destruction:WMD)ที่ถูกซุกซ่อนไว้ และเพื่อปลดปล่อยชาวอิรักจากการกดขี่ของซัดดาม ฮูเซน เขตยึดครองทำนองคล้ายคลึงกันก็เกิดขึ้นอีกในกรุงแบกแดด เพื่อให้เป็นที่ตั้งของกองกำลังพันธมิตรอันประกอบด้วยสหรัฐฯ,อังกฤษและชาติอื่นๆ ให้เป็นศูนย์บัญชาการและควบคุมทั้งของสหรัฐฯและรัฐบาลใหม่ของอิรักระหว่างกำลังทหารของผู้ยึดครองยังอยู่ ด้วยชื่อว่าGreen Zone หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า International Zoneตามความเป็นจริงที่เป็นเขตในความควบคุมของหลายชาติดังกล่าว ห้อมล้อมด้วยอาคารที่มั่นอันแข็งแรงและจุดตรวจมากมายในเนื้อที่10ตารางกิโลเมตร เพื่อคงความปลอดภัยของศูนย์บัญชาการผู้ยึดครองที่ถูกห้อมล้อมด้วยพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงแบกแดด ซึ่งยังเสี่ยงต่ออันตรายจากการโจมตีจากชาวอิรักที่ไม่พอใจการยึดครองและกลุ่มอำนาจต่างๆที่ถูกกดไว้ในสมัยของซัดดาม ฮูเซน แล้วถือโอกาสออกมาต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันเองหลังจากรัฐบาลเก่าถูกโค่น

เดิมนั้น"กรีนโซน"เป็นพื้นที่ปิดล้อมแน่นหนาอยู่แล้วในใจกลางกรุงแบกแดด ด้วยวัตถุประสงค์หลักคือเป็นศูนย์บัญชาการของรัฐบาลซัดดามและรัฐบาลก่อนหน้านั้น ทั้งยังเป็นศูนย์บัญชาการของพรรคคือพรรคบาธที่ครองเสียงส่วนใหญ่ในรัฐบาลก่อนถูกโค่นล้มเช่นกัน กรีนโซนแต่เดิมนั้นถูกกันไว้เพื่อเป็นศูนย์กลางการปกครองแท้ๆไม่ใช่เขตอยู่อาศัย ในเขตนี้จึงมีแต่อาคารสถานที่ราชการทั้งกระทรวง ทบวง กรมและฐานทัพ รวมถึงทำเนียบที่พำนักอีกหลายแห่งของซัดดาม ฮูเซนและผู้ใกล้ชิด เขตนี้เป็นที่รู้กันในชื่อเดิมตามภาษาอาหรับว่า"คาร์ราดัท มาริอัม"ที่ตั้งตามชื่อของสตรีชาวอิรักผู้มีชื่อเสียงจากการช่วยเหลือผู้ยากไร้จำนวนมากในกรุงแบกแดด มีอาคารใหญ่ที่สุดคือรีพับลิกัน พาเลซซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการของซัดดามและปัจจุบันถูกสหรัฐฯและพันธมิตรเข้าครอบครองเพื่อใช้มันในหน้าที่เดียวกัน หลังจากละเว้นไว้ไม่ทิ้งระเบิดทำลายระหว่างยุทธการอิรักเสรีในปี2003 ด้วยความคิดว่าน่าจะได้พบเอกสารและหลักฐานสำคัญอื่นๆที่นี่

รีพับลิกัน พาเลซยังมีหน้าที่รองอีกหนึ่งคือเป็นสถานทูตสหรัฐฯประจำอิรักในระหว่างสถานทูตจริงยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง แต่กว่ากองกำลังของสหรัฐฯและพันธมิตรจะรุกผ่านกรีนโซนมาถึงอาคารหลังนี้ สิ่งของและเอกสารสำคัญต่างๆก็ถูกรื้อค้นและทำลายเสียหายไปมากแล้ว เหลือไว้แต่ตัวทำเนียบที่ยังไม่บุบสลายแต่สิ่งมีค่าและเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ได้ถูกเคลื่อนย้ายหนีหรือถูกปล้นไปมาก

กรีนโซนถูกกองทัพสหรัฐฯเข้ายึดครองสำเร็จในเดือนเมษายน 2003 นับเป็นที่มั่นที่แข็งแรงแน่นหนาที่สุดในแบกแดดจากความสำคัญของมันในฐานะศูนย์บัญชาการของรัฐบาลเดิมและพรรคบาธ ซัดดามและชนชั้นปกครองทั้งหมดได้อพยพออกจากบริเวณนี้ไปก่อนถูกยึดครองไม่นานหลังจากประเมินแล้วว่าไม่มีทางเอาชนะสหรัฐฯได้ในสงครามเต็มรูปแบบ ด้วยเหตุผลหลักคือไม่ต้องการให้ผู้รุกรานจับกุมตัวได้ และเหตุผลรองคือกลัวชาวอิรักที่เคยอยู่ใต้อำนาจอันโหดเหี้ยมจะแก้แค้นเมื่อตนเพลี่ยงพล้ำ ยังมีชาวอิรักหลงเหลืออยู่ในกรีนโซนบ้างแต่ก็เป็นพวกคนยากจนไร้ทะเบียนบ้าน หลังจากยึดครองชาวอิรักกลุ่มนี้ถูกกันไว้ในเขตเฉพาะมีชื่อว่า"215 Apartment”

การโจมตีทางอากาศโดยสหรัฐฯและพันธมิตรในช่วงแรกของการรุกราน ได้ทำให้ชาวอิรักอพยพออกจากอาคารหลายแห่งย่านใจกลางกรุงแบกแดด รัฐบาลใหม่ที่ถูกตั้งขึ้นทันทีหลังการยึดครองสำเร็จจึงตัดสินใจใช้อาคารที่ยังมีสภาพดีเหล่านี้เป็นที่ทำการ นายเจย์ การ์เนอร์หัวหน้าทีมบูรณะอาคารในกรีนโซนใช้รีพับลิกัน พาเลซเป็นกองบัญชาการชั่วคราว อาคารน้อยใหญ่ในละแวกนั้นต่างถูกทีมก่อสร้างเอกชนที่ประมูลงานได้และคณะรัฐบาลใหม่ใช้งานอย่างถ้วนทั่ว ทั้งเป็นที่ทำงานและพักอาศัย โดยตัวรีพับลิกัน พาเลซเองนั้นมีกองกำลังป้องกันชาติจากฟลอริดา(Florida Army National Guard)จำนวนหนึ่งกองร้อยตั้งมั่นคอยป้องกันในช่วงแรกตั้งแต่เดือนเมษายน2003ถึงกุมภาพันธ์2004 มีทั้งเจ้าหน้าที่และพนักงานบริษัทก่อสร้างทยอยเข้าไปในกรีนโซนหลังจากนั้นมากขึ้นจนนับได้5,000คนทั้งชายและหญิงในปัจจุบัน

หมู่อาคารถูกทิ้งร้างหลังเหล่านี้ไม่เพียงเป็นที่สนใจของกองกำลังยึดครองเท่านั้น ชาวอิรักที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคบาธแต่ต้องสูญเสียที่อยู่ไปจากการสู้รบจนส่วนใหญ่ต้องอาศัยในสลัมหรือบ้านช่องที่สร้างตามมีตามเกิดต่างก็พากันอพยพเข้ามาอยู่ ทั้งที่ต้องการบ้านช่องอันแน่นหนาแข็งแรงและเพื่อความปลอดภัยของตนภายในกรีนโซนด้วย เพราะถูกพรรคบาธและรัฐบาลของซัดดามกดขี่มานาน พอถูกปลดปล่อยจึงถือสิทธิ์เข้ามาอยู่ในเขตนี้ซึ่งมีสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกดีกว่านอกกรีนโซน ประมาณว่ามีชาวอิรักผู้อาศัยอยู่ในกรีนโซนนี้เช่นกันถึง5,000กว่าคน จำนวนคนทั้งฝ่ายยึดครองและอิรักในกรีนโซนปัจจุบันอาจจะสูงกว่าเดิมเมื่อกองทัพสหรัฐฯเริ่มควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จ

พอกรีนโซนถูกปิดกั้นให้เป็นเขตปลอดภัยหลังการยึดครอง ก็เป็นธรรมดาที่ต้องมีกองกำลังคอยอารักขาซึ่งเป็นหน้าที่ของสหรัฐฯและพันธมิตร ทั้งที่ตั้งมั่นอยู่ในเขตพร้อมอาวุธหนัก,เบาครบมือและที่ควบคุมจุดตรวจทุกจุดเข้าสู่รั้วกรีนโซน ซึ่งสภาพของพื้นที่โดยรอบไม่ต่างจากป้อมปราการที่มีทั้งรั้วคอนกรีตอัดแรงหนากันระเบิด,ลวดหนาม,รังปืนกล บางจุดยังมียานเกราะเบาและหนักวางกำลังประจำที่ เพราะการระวังป้องกันแน่นหนานี้เองกรีนโซนจึงเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดของกรุงแบกแดด แตกต่างจากนอกเขตนี้ที่มีชื่อตรงข้ามกันว่า"Red Zone”ล้อมรอบและขวางกั้นระหว่างกรีนโซนกับท่าอากาศยานนานาชาติกรุงแบกแดด ซึ่งเป็นทั้งสนามบินพานิชย์และฐานทัพอากาศที่สามารถปกป้องกรีนโซนได้อีกมิติ

เหตุที่ใช้สีแดงสื่อความหมายนี้ ก็เพราะหลังจากการยึดครองแล้วสหรัฐฯและพันธมิตรจำต้องวางกำลังป้องกันไว้แต่เฉพาะเขตที่ดูแลได้ทั่วถึงเท่านั้น เพื่อไม่ต้องสิ้นเปลืองกับกำลังพลและงบประมาณ แม้ว่าจะโค่นอำนาจซัดดาม ฮูเซนได้สำเร็จแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกพรรคบาธที่เหลือหรือชาวอิรักอื่นๆที่จงเกลียดจงชังอเมริกันจะถูกกำจัด "เรดโซน"จึงเปรียบเสมือนเนื้อที่ของเยอรมนีและแบร์ลีนตะวันออกในช่วงสงครามเย็น ในขณะที่กรีนโซนคล้ายคลึงกับแบร์ลีนตะวันตก นักข่าวชาวสหรัฐฯคือสตีเฟน วินเซนต์ผู้ถูกสังหารในเมืองบาสราเมื่อเดือนสิงหาคม2005ได้เขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องราวของเรดโซนไว้เล่มหนึ่งด้วย คือ"Red Zone:A Journey to the Soul of Iraq1” จากประสบการณ์ตรงของเขาเองที่ได้สัมผัสมาในเรดโซน และด้วยการวางกำลังป้องกันแน่นหนานี้่อีกเช่นกันที่ทำให้กรีนโซนมีชื่อเล่นอีกชื่อว่า"The Bubble”(ฟองอากาศ)

ทิศใต้ของกรีนโซนนี้ถูกปกป้องไว้ด้วยพรมแดนธรรมชาติคือแม่น้ำไทกริส มีทางเข้าจากแม่น้ำทางเดียวคือสะพานอาร์บาตาช ทามุซ(ชื่อเดิมในสมัยซัดดามคือสะพาน14กรกฎาคม ตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงวันแรกในการครองอำนาจของซัดดาม ฮูเซน) ทางเข้าจุดเดียวนี้่เช่นกันที่ล่อแหลมต่อการโจมตีจากฝ่ายต่อต้านอเมริกัน เป็นหนึ่งในไม่กี่จุดที่พบว่ามีการยิงทั้งเครื่องยิงลูกระเบิด(ค.)และเครื่องยิงจรวดเข้าใส่กรีนโซน เหตุร้ายแรงที่สุดเกิดในกรีนโซนขึ้นเมื่อวันที่12เมษายน 2007 เมื่อมีเหตุระเบิดขึ้นหนึ่งลูกในร้านอาหารของรัฐสภา ยังผลให้โมฮัมเม็ด อาวาดสมาชิกสภาจากแนวร่วมชาวซุนหนี่แห่งชาติเสียชีวิต และมีผู้ถูกลูกหลงบาดเจ็บไป22คนรวมทั้งรองประธานาธิบดีอิรัก

ถึงแม้การบุกเข้ากรีนโซนตรงๆจะทำไม่ได้แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ มีทั้งจรวดและเครื่องยิงลูกระเบิดถูกยิงเข้าไปทุกวันตั้งแต่ช่วงอีสเตอร์ของปี2008ถึงวันที่5พฤษภาคมปีเดียวกันจนทหารและพลเรือนบาดเจ็บเสียชีวิตไปมาก ตามสถิติที่ทางฝ่ายสหรัฐฯรวบรวมไว้ จรวดและระเบิดยิงส่วนใหญ่ถูกยิงมาจากซาดร์ ซิตี้ ในวันที่6เมษายน 2008มีทหารสหรัฐฯเสียชีวิตไปสองนายและบาดเจ็บอีก17จากการถูกถล่มด้วยจรวดและเครื่องยิงลูกระเบิด

ภายหลังจากสหรัฐฯและพันธมิตรได้ส่งมอบการครอบครองดินแดนให้รัฐบาลอิรักใหม่ อาคารสถานที่ต่างๆในกรีนโซนได้ถูกส่งมอบให้รัฐบาลนี้เช่นกัน แต่ระหว่างที่สหรัฐและพันธมิตรยังคงกองกำลังไว้ในอิรักและกรุงแบกแดด กรีนโซนยังถูกใช้เป็นที่มั่นต่อไปจนกว่าสหรัฐฯจะถอนกำลังทหารออกจากอิรักหมดตามแผนภายใน2-4ปีข้างหน้า นอกเหนือจากนี้กรีนโซนยังเป็นที่ตั้งของสถานทูตของชาติต่างๆเช่นสหรัฐฯ,อังกฤษ,ออสเตรเลียและอียิปต์

ปัจจุบันกรีนโซนยังคงอยู่ตราบเท่าที่กองกำลังสหรัฐฯและพันธมิตรยังครอบครองอิรัก พื้นที่ส่วนนี้คือเครื่องย้ำเตือนให้ระลึกถึงสัจจะธรรมแห่งความขัดแย้งข้อสำคัญ คือเทคโนโลยีอาจจะสำคัญในระดับหนึ่งแต่ในที่สุดแล้ว"กึ๋น"หรือ"ใจ"ของทหารและนักยุทธศาสตร์นั่นแหละสำคัญที่สุด สหรัฐฯมีทั้งเทคโนโลยีและตัวช่วยอื่นมากมายจนทำให้บุกเข้ากรุงแบกแดดและโค่นอำนาจซัดดาม ฮูเซนได้ในเวลาอันสั้น แต่ในที่สุดก็ถูกบีบให้เล่นสงครามกองโจรที่ค่อยๆบั่นทอนทั้งขวัญและกำลังใจทหารของตนไปเรื่อยๆ จรวดนำวิถีที่ว่าแม่นนั้นจะมีประโยชน์ตรงไหนถ้าแยกเป้าไม่ออก? รถถังที่ว่าแกร่งและดีที่สุดในโลกนั้นอาจตกเป็นเหยื่อโมโลตอฟค็อกเทลที่ผสมกันขึ้นง่ายๆแล้วโยนจากอาคารสูงลงมาใส่ได้เหมือนกัน

ถึงแม้สหรัฐฯจะมีแผนการถอนทหารจากอิรักให้หมดภายในไม่กี่ปีข้างหน้า แต่ใครจะรู้บ้างว่าสงครามที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี2003จะหยุดได้ตามใจต้องการ ถ้ากองกำลังยังอยู่กรีนโซนก็ยังจำเป็นต้องคงสภาพไว้เช่นเดิม ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเมื่อใดกรุงแบกแดดจะรวมกันเป็นพื้นที่เดียวไม่ต้องแบ่งสีเช่นในปัจจุบัน

1ISBN 1-890626-57-0