วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

I.A.R. พัฒนาการอีกขั้นของS.A.W.


ในประวัติศาสตร์การรบของทหารราบทั่วโลกนั้นมีอาวุธชนิดหนึ่งที่วิวัฒนาการมาตลอด อาวุธที่ว่านี้คือปืนกลอันหมายถึงปืนที่ยิงได้เพียงรูปแบบเดียวคืออัตโนมัติ ป้อนกระสุนด้วยสายกระสุนหรือตับกระสุน เหนี่ยวไกครั้งเดียวส่งกระสุนออกไปได้เป็นกลุ่มก้อน ด้วยจุดมุ่งหมายแต่กำเนิดขึ้นคือให้หน่วยรบขนาดเล็กใช้ยิงกดหัวข้าศึกให้พลปืนเล็กเข้าดำเนินกลยุทธ์ ทั้งทำลายและยึดที่มันได้ปลอดภัย หรือจะใช้ยิงทำลายเป้าหมายโดยตรงก็ยังได้

เดิมเมื่อหน่วยทหารยังเคลื่อนที่ได้ไม่เร็วน้ำหนักปืนกลจะไม่ค่อยเป็นปัญหา ปืนกลยุคเริ่มแรกอย่างแกตลิ่งหรือแม็กซิมเมื่อร้อยกว่าปีก่อนยังใหญ่และหนักจนต้องใช้ล้อเลื่อน ทหารต้องเข็นมันเข้าประจำตำแหน่งยิง บรรจุกระสุนแล้วยิงด้วยพลยิงสามนายหรือสองนายเป็นอย่างน้อย คือพลยิง พลบรรจุกระสุนและพลลำเลียงกระสุน ข้อดีคือมันยิงได้ต่อเนื่องและคลุมพื้นที่ได้มาก ถ้าประสานแนวยิงให้ไขว้กันดีๆแล้วจะไม่มีใครหรืออะไรผ่านแนวกระสุนเข้ามาได้เลย

แต่ข้อเสียคือลำกล้องปืนกลร้อนเร็วจนต้องมีระบบระบายความร้อน บางรุ่นเช่นปืนกลวิกเกอร์สของอังกฤษ แม็กซิมของอเมริกันและรุ่นคล้ายคลึงกันของเยอรมันคือMG08ต้องระบายความร้อนด้วยน้ำ มิฉะนั้นลำกล้องจะคดหรือหนักที่สุดคือแตกเมื่อยิงต่อเนื่องไม่หยุด จะให้ยิงต่อเนื่องได้นานพลยิงจึงต้องพกลำกล้องสำรองไปเปลี่ยนด้วยสองหรือสามอัน

พัฒนาการด้านปืนกลประจำหมู่แทบไม่มีการพัฒนาเลยระหว่างสงครามโลกครั้งที่1และ2 ทหารยังใช้ปืนกลระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำทั้งฝ่ายสัมพันธมิตรและอักษะ อเมริกันดูจะตระหนักถึงความคล่องตัวมากกว่าด้วยการใช้ปืนกลเบาประจำหมู่M1918A2 B.A.R.(Browning Automatic Rifle)ในแนวรบยุโรปเพื่อยิงสนับสนุน ป้อนกระสุนขนาด.30ของสปริงฟิลด์ด้วยซองกระสุนยิงจากระดับสะโพก มีขาทรายติดลำกล้องมาด้วยเพื่อความเสถียรยามตั้งยิง มันติดตามททหารอเมริกันและชาติพันธมิตรไปตั้งแต่อาฟริกาเหนือ นอร์มังดีถึงการรบในเมืองหลายเมืองของฝรั่งเศสและเยอรมนี ปืน"บาร์"ใช้ซองกระสุน20นัดเฉพาะของมันเองไม่ปะปนกับปืนเล็กยาวอื่นๆ อย่างM1”กาแรนด์"ที่ใช้กระสุน.30หรือปืนกลมือ"ธอมป์สัน"ใช้กระสุน.45

เมื่อสงครามเย็นที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่2นั้นแนวความคิดเรื่องปืนกลประจำหมู่ยังไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อโลกแบ่งฝ่ายเป็นคอมมิวนิสต์กับโลกเสรี แม้บาร์จะคล่องตัวแต่กองทัพกลับเห็นว่ามันล้าสมัยเพราะใช้กระสุนคนละขนาด ซองกระสุนบรรจุได้น้อยจนเป็นปัญหาหากต้องยิงต่อเนื่องจึงต้องเลิกใช้ นักการทหารหันมาให้ความสนใจมากกว่ากับปืนกลประจำหมู่อย่างM60ที่ใช้กระสุน7.62ม.ม.ป้อนกระสุนด้วยสาย หลังจากเป็นที่รู้จักในสงครามเวียตนามว่า"ม้าใช้ของลุงแซม" ปืนกลรุ่นนี้ก็เป็นที่นิยมทั่วโลกด้วยกลไกที่วางใจได้ อัตราการยิงและความแม่นยำพอใช้ แต่ปัญหาคือมันหนักจนทหารอยากแบกไปแค่ตัวปืน ต้องใช้พลยิงตัวใหญ่กำยำเท่านั้นจึงจะเอาอยู่ นอกจากนี้มันจะกลายเป็นตัวถ่วงหน่วยรบมากกว่าเคร่ื่องประกันความปลอดภัย

ผลการวิจัยของกองทัพสหรัฐฯที่กระทำอย่างต่อเนื่องระหว่างสงครามเวียตนาม ทำให้ทราบแนวโน้มว่าปืนกลประจำหมู่ควรเบากว่าเดิมและแค่กระสุนขนาดเท่ากับปืนเล็กก็พอใช้ ด้วยระยะปะทะไม่เกิน300-400เมตรไกลสุดนั้นไม่จำเป็นเลยสำหรับกระสุนหน้าตัดใหญ่ขนาด7.62ม.ม. เพียงแค่5.56 ม.ม.เหมือนปืนเล็กยาวก็เพียงพอให้ทหารเต็มใจแบกมันไปพร้อมกระสุนแบบสบายๆ กระสุนเล็กลงความเครียดในการยิงก็น้อยลงตามเพราะแรงถีบต่ำ ปืนกลเบาแบบใหม่นี้ต้องป้อนกระสุนได้สองแบบคือทั้งจากซองกระสุนของปืนเล็กและจากสายกระสุนบรรจุกล่อง มีสองแบบคือแบบปกติสำหรับทหารราบและแบบพานท้ายยืด/หดได้สำหรับพลร่ม ผลคือSquad Automatic WeaponหรือS.A.W. (เรียกง่ายๆว่า"ซอว์")

“ซอว์"ที่ประจำการอยู่ทั่วโลกรวมทั้งกองทัพบกไทย คือM249ของFNค่ายผู้ผลิตปืนกลดังจากเบลเยียมที่กองทัพอเมริกันเป็นลูกค้ารายใหญ่ จุดเด่นของM249คือมันใช้กระสุนขนาด5.56ม.ม.มาตรฐานนาโตเท่าปืนเล็กยาวตระกูลM16และM4 ที่แตกหน่อออกมา ป้อนกระสุนได้สองแบบคือจากสายกระสุนและจากซองกระสุน หมายความว่าถ้ากระสุนหมดหากไม่เติมด้วยสายกระสุนก็คว้าซองกระสุนM16ทุกรุ่นเสียบได้เลยไม่ว่าจะยาวหรือสั้น แต่ข้อเสียคือมันยังหนัก ต้องเปลี่ยนลำกล้อง การใช้สายกระสุนทำให้ขัดลำกล้องบ่อย ใช้เวลาเปลี่ยนตับกระสุนนาน ราคาแพงและไม่คล่องตัวเมื่อสนามรบทั่วโลกเปลี่ยนไปจากป่ามาสู่เมือง

ด้วยการเป็นหน่วยรบเคลื่อนที่เร็วความคล่องตัวสูง ที่สามารถเข้าถึงเป้าหมายได้ภายใน24ชั่วโมง เหล่านาวิกโยธินสหรัฐฯจึงต้องมองหาอาวุธอีกชนิดเพื่อมาอุดช่องว่างระหว่างปืนกลประจำหมู่และปืนเล็กยาว ด้วยคุณสมบัติว่ามันต้องยิงได้นานในระบบลูกเลื่อนเปิดโดยไม่ต้องเปลี่ยนลำกล้อง ใช้กระสุนขนาดเดียวกับปืนเล็กยาวมาตรฐานคือตระกูลM16 ตัดปัญหากระสุนขัดลำกล้องและลดเวลาการบรรจุใหม่ด้วยการใช้ซองกระสุนบรรจุ30นัดที่ทหารนำติดตัวไปได้มาก หรือหากกระสุนหมดก็หาเติมได้ง่ายจากพลปืนเล็กใกล้เคียง ราคาต้องไม่แพงเหมือนM249 จนสามารถจัดหาเข้าประจำการได้ทีละมากๆ ผลคือโครงการI.A.RหรือInfantry Automatic Rifle ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เกือบเหมือนนำเอา"บาร์"มาปัดฝุ่นปรับปรุงใหม่หลังจากทิ้งไปหลายสิบปี

ด้วยระบบลูกเลื่อนเปิด หลังจากดึงมันถอยหลังแล้วสปริงจะดันมันส่งกระสุนเข้ารังเพลิง ส่งเข็มแทงชนวนกระแทกจอกกระทบแตกจานท้ายยิงหัวกระสุน ให้แรงดันแก๊ซส่วนหนึ่งดันลูกเลื่อนถอยหลังกลับมาพร้อมดันกระสุนนัดต่อไปเข้ารังเพลิง ไอเออาร์ขจัดปัญหา"cook off”หรือรังเพลิงร้อนจนกระสุนลั่นเองได้หมด ด้วยลำกล้องหนากว่าเดิมมันจึงร้อนชา ประกอบกับประกับรองมือระบายความร้อน"ฮีท ซิงค์"ใหญ่และโปร่งที่ด้านหน้า ไอเออาร์จึงยิงต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนลำกล้องด้วยระบบการยิงอย่างเดียวคืออัตโนมัติเหมือน"ซอว์" ติดขาทรายให้ด้วยเพื่อความเสถียรยามตั้งยิง จะประทับยิงเข้าร่องบ่าหรือยิงจากระดับสะโพกแบบปืนเล็กยาวก็ยังได้ บริเวณประกับรองมือยังมีรางติดอาวุธ"พิคคาทินนี"ให้ติดอ็อปชั่นเสริมได้ ทั้งไฟฉายและเครื่องชี้เป้าอินฟราเรด รวมถึงกล้องเล็งเมื่อต้องการความชัดเจนระยะไกล

ทั้งที่ไอเออาร์ดูเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่า ก็ใช่ว่าM249”ซอว์"ของเดิมจะถูกยกเลิกเสียทีเดียว เพราะกองทัพบกสหรัฐฯยังใช้ปืนกลแบบนี้อยู่ จะด้วยเหตุผลว่าเพราะยังพัฒนาโครงการแบบเดียวกันของตัวเองไม่เสร็จหรือไม่เห็นความสำคัญของมันก็ตาม และนาวิกโยธินเองก็ใช้เพียงแต่ในระดับที่สูงขึ้นไปคือกองร้อยโดยเป็นไปตามดุลพินิจของผู้บังคับหน่วย เพียงแต่สภาพการรบที่เปลี่ยนไปทำให้กองทัพต้องการปืนอะไรสักอย่างที่มาเชื่อมรอยต่อระหว่างปืนเล็กยาวกับปืนกล ให้ใช้งานได้คล่องตัวแบบปืนเล็กยาวแต่ยิงสนับสนุนต่อเนื่องได้เหมือนปืนกลประจำหมู่

ด้วยการเป็นปืนกลสนับสนุนหน่วยรบขนาดเล็กไอเออาร์จึงลดภาระของทหารราบได้มาก มันเบากว่าทำให้หอบกระสุนไปได้มากกว่า ดีกว่าตรงที่ยิงต่อเนื่องได้ไม่ต้องเปลี่ยนลำกล้อง รวมทั้งยังเพิ่มอำนาจการยิงได้ด้วยการเพิ่มมันเข้าไปในหมู่อีกสองสามกระบอกด้วยราคาถูกกว่า"ซอว์"เดิมสองถึงสามเท่า สำหรับนาวิกโยธิน13 นายในหนึ่งหมู่ การมีปืนกลสนับสนุนมากขึ้นจะทำให้ทหารปลอดภัยขึ้นรวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพให้รุกรบได้รวดเร็ว ยิงกดเป้าหมายได้นานต่อเนื่อง จุดเด่นที่เห็นชัดๆของไอเออาร์คือความเร็วในการบรรจุกระสุนซึ่งทหารจะใช้มือทั้งสองข้างคุ้มเวลา ขณะมือขวาปลดซองกระสุนปล่อยร่วงหล่นนั้นมือซ้ายสามารถคว้าซองบรรจุเต็มเสียบเข้าช่องรับกระสุนได้ทันที หากจะแย้งว่าM249ก็ใช้ซองกระสุนได้เหมือนกัน ข้อนั้นก็ต้องยอมรับแต่จุดด้อยของมันคือยังต้องเปลี่ยนลำกล้องอยู่ดีเมื่อยิงต่อเนื่อง

หลังจากวางโครงการไว้ จนมีผู้ผ่านการทดสอบหลายรายสามารถผลิตและส่งมอบได้ตามความต้องการ เหล่านาวิกโยธินสหรัฐฯวางแผนไว้ว่าจะนำไอเออาร์4,100กระบอกเข้าประจำการแทนที่M249เดิมจำนวน2,000กระบอกในระดับหมู่ปืนเล็ก กับบางส่วนที่ติดบนยานยนต์ในกองพันยานเกราะลาดตระเวน อีก8,000ถึง10,000กระบอกจะยังคงประจำการอยู่ทั่วไปในเหล่า ในจำนวนสี่พันกว่ากระบอกนี้กองทัพนาวิกโยธินเจ้าของโครงกรได้ผู้ชนะการแข่งขันแล้ว คือ เอฟเอ็น แฮร์ชตาล(FN Herstal)แห่งเบลเยียมเจ้าของปืนM249”ซอว์"เดิมที่นำปืนเล็กยาวSCARเดิมของตนมาดัดแปลงให้ตรงตามข้อกำหนดของนาวิกโยธิน ส่วนที่มาแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือเอชแอนด์เคเจ้าของปืนHK416ที่ดัดแปลงจากM4ของโคลต์ และโคลต์ ดีเฟนซ์ต้นตำรับM16และM16สุดยอดปืนเล็กยาวที่สหรัฐฯใช้ประจำการมาหลายสิบปีตั้งแต่ครั้งสงครามเวียตนาม

โดยเฉพาะโคลต์ ดีเฟนซ์นั้นได้นำไอเออาร์ของตนมาแสดงในงานดีเฟนซ์แอนด์ซีเคียวริตี้2009ที่เมืองทองธานีด้วย เท่าที่ผมได้ทดลองจับและกระชากลูกเลื่อนดูพบว่ามันให้ความรู้สึกแทบไม่ต่างจากปืนเล็กยาวตระกูลM16ที่เราใช้อยู่ น้ำหนักอาจจะมากกว่าปืนM16A4นิดหน่อยแต่เทียบกับM249แล้วยังเบากว่ามาก เท่าที่เห็นและประทับใจคือประกับรองมือใหญ่ที่น่าจะระบายความร้อนได้จริงตามคำอ้าง ลำกล้องหนาพอจะรับความร้อนไว้แล้วส่งผ่านประกับรองมือที่ทำหน้าที่ระบายความร้อนไปพร้อมกันได้หมดจดจนไม่เกิดอาการ"คุคออฟ"หรือกระสุนลั่นเองเพราะรังเพลิงร้อนจัด ถ้าไม่แน่จริงโคลต์กับอีกสองบริษัทที่เหลือคงผ่านการทดสอบอันหฤโหดของนาวิกโยธินมาไม่ได้

จากปืนกลล้อเข็นอย่างแม็กซิมเมื่อต้นทศวรรษ1910 มาถึงซอว์และไอเออาร์ในปัจจุบัน อาวุธสนับสนุนการรบของทหารราบยังคงพัฒนาต่อเนื่องและจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ในอนาคตอันใกล้ กองทัพเล็กๆอย่างเราคงไม่ต้องขวนขวายหาอาวุธอะไรให้หลากหลายเหมือนสหรัฐฯ เพราะผลประโยชน์ที่ต้องปกป้องและกิจนั้นต่างกัน ถึงจะไม่ได้ใช้แต่รู้เรื่องราวของมันไว้ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในการเปิดรับข่าวสารเพื่อโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น

“Collateral damage” กลับบ้านเถิด ถ้าไม่อยากเจ็บตัว


มีคำพูดอยู่คำหนึ่งที่ใช้บ่อยในวงการทหารทั่วโลก คำนั้นคือCollateral damage(collateral=ข้างเคียง,แผ่เป็นวงกว้าง damage=ความเสียหาย) หากแปลแบบตรงตัวก็จะได้ความหมายในภาษาไทยว่า"ความเสียหายข้างเคียง"หรือความหมายแบบบ้านๆคือ"ลูกหลง" คำนี้เริ่มถูกใช้อย่างเป็นทางการโดยกองทัพบกสหรัฐฯ อันหมายถึง"ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นกับสิ่งข้างเคียงโดยเป็นผลต่อเนื่องมาจากการต่อตีเป้าหมายหลัก รวมถึงความเสียหายจากฝ่ายเดียวกันเองไม่ว่าจะด้วยความเข้าใจผิดหรือความผิดพลาดประการใดๆ เช่นยิงกันเอง ทิ้งระเบิดใส่ทหารฝ่ายเดียวกัน

กองทัพอากาศสหรัฐฯที่ใช้อาวุธหนักอยู่บ่อยๆมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่2 ก็มีคำจำกัดความของcollateral damageเช่นกันว่าเป็น"ความเสียหายโดยไม่เจตนา หรือความเสียหายจากอุบัติเหตุอันส่งผลกระทบต่อสิ่งปลูกสร้าง อุปกรณ์หรือบุคคล อันเกิดจากปฏิบัติการทางทหารต่อกองกำลังของข้าศึกหรือองคาพยพต่างๆของฝ่ายตรงข้าม โดยความเสียหายดังกล่าวนี้เกิดได้จากทั้งการกระทำของฝ่ายเดียวกันและฝ่ายตรงข้าม" ส่วนกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเองก็มีคำจำกัดความคล้ายคลึงกันใช้อยู่คือ"การบาดเจ็บหรือความเสียหายอันเกิดขึ้นโดยไม่เจตนาหรือจากอุบัติเหตุ ต่อบุคคลหรือสิ่งของที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหารตามกฎเกณฑ์ระหว่างสู้รบ ความเสียหายนั้นจะไม่ถือว่าผิดกฎหมายตราบใดที่ไม่ได้ใช้กำลังเกินขอบเขต เพื่อให้การโจมตีนั้นบรรลุความได้เปรียบทางทหาร"

จึงตีความหมายได้ง่ายๆว่า"ความเสียหายข้างเคียง"หรือ"ลูกหลง"นั้นเกิดขึ้นได้เมื่อกองกำลังเข้าปะทะกัน ยอมรับได้ตราบเท่าที่ความเสียหายนั้นไม่ได้เกิดจากความจงใจกระทำ เพราะการตัดสินใจใช้อาวุธแต่ละครั้งนั้นยากที่จะกะเกณฑ์ให้เกิดความเสียหายเฉพาะที่ขึ้นได้ ยิ่งถ้าเป็นอาวุธร้ายแรงอำนาจการทำลายสูงหรือแผ่เป็นวงกว้าง ความเสียหายมักจะเกิดมากกว่าที่ฝ่ายใช้กำลังประมาณไว้เสมอ แต่การจะกำหนดว่าอะไรเป็นความเสียหายข้างเคียงนั้นไม่มีความหมายตายตัว หากฝ่ายใช้อาวุธมีวัตถุประสงค์แน่นอนว่าต้องการสร้างความเสียหายในวงกว้างอยู่แล้ว แม้จะมีผู้ได้รับผลกระทบมากก็ยังถือว่ายอมรับได้ ตัวอย่างคือการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่2 การโจมตีทั้งสองครั้งนั้นมีชาวญี่ปุ่นบาดเจ็บล้มตายทั้งตอนที่ทิ้งและหลังทิ้งตามมาอีกเกือบล้าน แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นความเสียหายข้างเคียงเพราะสหรัฐฯประมาณไว้แล้วว่าต้องเสียหายประมาณนี้

ความเสียหายหนักของฝ่ายตนหลังจากยกพลขึ้นบกที่โอกินาวา ทำให้กองทัพสหรัฐฯประเมินว่าหากต้องทำเช่นเดียวกันกับญี่ปุ่นทั้งประเทศอาจจะมากกว่ายกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีอีกหลายเท่า ในอีกมุมมองหนึ่งหากประเมินไว้ต่ำแล้วความเสียหายสูงเกินไป การทิ้งระเบิดลูกที่สองในเมืองนางาซากิคงไม่เกิดขึ้น นอกจากจะหมายความถึงความเสียหายข้างเคียงในวงกว้าง คำจำกัดความให้แคบเข้าก็ถูกใช้ในหลายโอกาส พลอากาศเอกเคอร์ติส เลอเมย์นักบินและนักคิดผู้วางแนวความคิดเรื่องการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ ได้นำเอาความหมายของ"ความเสียหายข้างเคียง"มากล่าวอ้างไว้ให้ละเอียดยิ่งขึ้นในการทิ้งระเบิดเมืองใหญ่ๆหลายเมืองในญี่ปุ่น ว่าหมายรวมถึงการทำลายสิ่งปลูกสร้างหรือสังหารชีวิตพลเรือนด้วย จากความรุนแรงของระเบิดที่แม้ไม่ใช่ระเบิดปรมาณูก็ยังสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่ประมาณไว้เสมอหากทิ้งลงในย่านที่อยู่อาศัยมีพลเมืองหนาแน่น ถ้าความเสียหายนั้นเป็นไปตามแผนมันย่อมไม่ถือเป็นความเสียหายข้างเคียง แต่ตราบใดที่มันอยู่เหนือความคาดหมาย ฝ่ายใช้กำลังต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์หรือยุทธวิธีใหม่เพื่อลดความเสียหายนั้น เว้นแต่จงใจจะล้างผลาญกันจริงๆอย่างเหี้ยมโหด

ความเสียหายข้างเคียงมิได้มีผลกระทบต่อเป้าหมายเท่านั้นแต่ยังส่งผลกระทบต่อฝ่ายใช้อาวุธเองด้วย ความเสียหายข้างเคียงที่มากเกินคือการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรม เป็นการทำลายชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินมากมายเกินจำเป็น เพราะการพัฒนากระสุนดินดำยิงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วช่วงทศวรรษ1850 ทำให้อาวุธมีแนวโน้มจะพัฒนาความร้ายแรงจนสังหารผลาญชีวิตได้มากเกินควบคุม และฝ่ายใช้อาวุธเองก็แทบจะไม่คำนึงถึงคำว่ามนุษยธรรม นักธุรกิจและเคลื่อนไหวทางสังคมชาวสวิสส์คือฌ็อง อ็องรี ดูน็องต์จึงคิดก่อตั้งองค์กรเพื่อบรรเทาทุกข์จากสงครามขึ้น จากประสบการณ์อันเลวร้ายของเขาที่ได้ประสบในสมรภูมิเมืองโซลเฟริโนในอิตาลี ระหว่างกองทัพของนโปเลอ็องที่3 และพันธมิตรคือกษัตริย์วิตตอริโอ เอมานูเอเลที่2เข้าห้ำหั่นกับกองทัพของจักรพรรดิฟรานซ์ โยเซฟที่1แห่งออสเตรีย ในการยุทธครั้งใหญ่และนองเลือดที่สุดแห่งสงครามอิสรภาพครั้งที่สองของอิตาลี(Second Italian War of Independence) ที่ทั้งสองฝ่ายต้องสูญเสียทหารไปนับแสนทั้งที่น่าจะสงวนชีวิตกำลังพลไว้ได้มากกว่านี้

ความทรงจำอันเป็นแรงบันดาลใจของดูน็องต์ท่ีถูกบันทึกไว้ในหนังสือของเขาชื่อA Memoir of Solferinoนี้เองที่ทำให้เกิดองค์กรกาชาดสากลขึ้นในปี1863 และอนุสัญญากรุงเจนีวาที่เกิดขึ้นในปีถัดมาก็เป็นไปตามแนวความคิดของเขาเช่นกัน คุณประโยชน์จากการก่อตั้งองค์กรและการวางรากฐานให้เกิดอนุสัญญากรุงเจนีวาที่เกิดตามมาอีกหลายครั้ง ทำให้รางวัลโนเบลครั้งแรกตกเป็นของฌ็อง อ็องรี ดูน็องต์และเฟรเดอริก ปาสซี ตัวจักรสำคัญที่ก่อให้เกิดสององค์กรสำคัญของโลกขึ้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเหยื่อสงครามทั้งทั้งทหารและพลเรือนที่รับผลกระทบโดยตรงหรือจากความเสียหายข้างเคียง ครอบคลุมถึงวิธีปฏิบัติเพื่อมนุษยธรรมต่อเชลยศึกของคู่กรณี เนื้อความในมาตรา27แห่งอนุสัญญาแห่งปี1949ที่มีผู้เข้าร่วมให้สัตยาบรรณ194ชาติ มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

"บุคคลต้องได้รับความคุ้มครองในทุกสถานการณ์ ไม่เลือกชาติตระกูล ศาสนา อาชีพหรือเพศ,วัย ทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน และต้องได้รับการปกป้องไว้เป็นพิเศษจากทุกการกระทำอันรุนแรง,คุกคาม จากการดูถูกเหยียดหยามต่อหน้าธารกำนัล สตรีต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษจากการทำให้เสื่อมเสียเกียรติ โดยเฉพาะจากการกระทำชำเรา บังคับให้ค้าประเวณี หรือการคุกคามทุกรูปแบบ โดยไม่เลือกรัฐ,ไม่เลือกวัยและเพศ ทุกคนจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันโดยรัฐบาลคู่กรณีไม่ว่าจะด้วยระบอบการปกครองใด ไม่เลือกชั้นวรรณะโดยเฉพาะกับเชื้อชาติศาสนาหรือแนวความคิดทางการเมือง กระนั้นคู่กรณีเองต้องวางมาตรการเพื่อความปลอดภัยต่อบุคคลที่คุ้มครองด้วยตามความจำเป็น จากผลกระทบของสงคราม"

แม้จะสู้รบกันก็ยังต้องมีกฎเกณฑ์ว่าต้องทำให้ถูก ต้องมุ่งทำลายเป้าหมายทางทหารเท่านั้น หากพลเรือนต้องมารับเคราะห์ไปด้วยก็จะถือว่าผิดข้อตกลงเจนีวา แล้วถูกใช้เป็นหลักฐานเพื่อปรักปรำฝ่ายที่แพ้ได้ในภายหลัง(แน่อยู่แล้วว่าคนปรักปรำคือฝ่ายชนะ) ด้านอาวุธและยุทธวิธีเองก็เช่นกันที่ถูกพัฒนาให้แม่นยำขึ้นทุกวัน มุ่งทำลายได้เฉพาะเป้าหมายทางทหารโดยมุ่งให้เกิดความเสียหายข้างเคียงน้อยที่สุด เช่นสมาร์ท บอมบ์ที่ทิ้งให้ตรงเป้าได้ในหนึ่งนัดด้วยระบบนำวิถีอันชาญฉลาด ระบบปืนแตกอากาศที่ตั้งระยะระเบิดของกระสุนได้ เพื่อทำลายเฉพาะเป้าหมายเท่านั้นโดยจะไม่พลาดไปถูกผู้บริสุทธิ์ หรือแม้แต่อาวุธเพื่อหยุดยั้ง(Non Lethal Weapon:NLW)เพื่อหยุดภัยคุกคามจากเป้าหมายแทนที่จะยิงให้ตาย เช่นแก๊ซน้ำตา,ปืนไฟฟ้า,สเปรย์พริกไทย

ในการปะทะกันแต่ละครั้งระหว่างกองกำลัง ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังติดอาวุธด้วยกันหรือในการปราบจลาจลย่อมต้องมีความสูญเสียเกิดขึ้น มีไม่น้อยเลยที่เป็นความเสียหายข้างเคียงจากการใช้อาวุธ ในการก่อการร้ายนั้นฝ่ายรัฐบาลมีสิทธิ์เข้าปราบปรามหรือแม้แต่สังหารได้หากฝ่ายก่อการร้ายติดอาวุธและมีการกระทำเป็นภัยต่อเจ้าหน้าที่ ทางออกเพื่อใช้หรือไม่ใช้อาวุธตามกรอบของกฎหมายนั้นมีระบุอยู่แล้วใน"กฎการใช้กำลัง"(Rules Of Engagement:ROE) หากฝ่ายปราบปรามดำเนินการด้วยความโปร่งใสเริ่มจากตักเตือนไปสู่การกดดันด้วยการใช้NLWและในที่สุดคืออาวุธสังหาร ความเสียหายข้างเคียงก็จะน้อยลงเรื่อยๆตามขั้นตอนที่เพิ่มความเข้มข้นขึ้น เมื่อผู้บริสุทธิ์ไม่ปรารถนาความรุนแรงทยอยเข้ามอบตัวหรือออกจากกลุ่มก่อการร้ายเสียตั้งแต่ขั้นตอนแรกๆของROE ยอมหยุดกิจกรรมตั้งแต่มาตรการใช้กำลังเข้มข้นขึ้นถึงNLW

หากปัญหาลุกลามไปจนถึงขั้นรัฐต้องใช้กำลังเข้าปราบปรามด้วยอาวุธจริงกระสุนจริง ความเสียหายข้างเคียงก็จะน้อยที่สุดหรือไม่มีเลยหากมุ่งเข้าโจมตีที่แกนนำให้ได้ ซึ่งผลที่จะตามมาอาจลุกลามเป็นการก่อการร้ายที่แพร่กระจายไปหลายๆที่ การเข้าปราบปรามตามขั้นตอนเพื่อลดความเสียหายข้างเคียงก็ยังเป็นการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแล้วปล่อยปละละเลยให้เรื่องราวลุกลามแต่ต้น

เมื่อพิจารณาถึงกลุ่มกบฎในปัจจุบันด้วยตรรกะก็จะเข้าใจเลยว่าความเสียหายข้างเคียงนั้นหลีกเลี่ยงได้ ไม่มีใครบังคับให้ผู้บริสุทธิ์ไปร่วมเป็นกบฏหรือก่อการร้ายได้ หากไม่อยากเสียชีวิตหรือบาดเจ็บก็ควรออกจากกลุ่มเสียก่อนใช้กำลัง ถ้ายังร่วมขบวนการต่อไปก็คือตนยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นแม้จะถึงชีวิต และต้องตระหนักในเหตุผลข้อนี้ ฝ่ายปราบปรามเสียอีกที่ไม่มีทางเลือก ทหารชั้นผู้น้อยต้องรับคำสั่งตามสายการบังคับบัญชาหากไม่ทำก็ผิดวินัย/กฎหมาย ถึงจะมีROEเป็นกรอบแล้วแต่ก็ยังจำต้องเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ตามสั่ง

ถึงบรรทัดนี้แล้วใครที่คิดจะออกมาสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ควรจะคิดนะครับว่าตัวคุณคือผู้กำหนดชะตากรรมของตัวเอง คุณเลือกได้ว่าจะใช้ชีวิตตามกรอบหน้าที่ของพลเมืองหรือจะออกมาเสี่ยงตาย/พิการ ถึงอย่างไรกฎหมายก็ต้องถูกบังคับใช้มิฉะนั้นบ้านเมืองก็จะไร้ขื่อแปกลายเป็นอนาธิปไตย เป็นเช่นนี้เมื่อไรพวกเราทุกคนนี่แหละก็จะตกเป็นเหยื่อของ"ความเสียหายข้างเคียง"